ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบคืออะไร ?
โรคปอดอักเสบ (pneumonitis) คือ อาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน และปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ
– ไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดโดยตรง
– การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร
– ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือ
– ไอมีเสมหะ
– เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
– หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
– มีไข้ เหงื่อออก
– หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลีย

หากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามหากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย

ข้อแนะนำการดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบ
1. ไม่สูบบุหรี่
2. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้เพื่อ สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

โรคตับที่ใครๆก็มองข้ามไม่ค่อยระวังกันเท่าที่ควร ทั้งๆที่มันสำคัญมากพอๆกับอวัยวะอื่น เพราะหากมีการเป็นโรคเกี่ยวกับตับแล้วมันจะเป็นเรื่องที่หนักเอาการเลยแหละ อย่างเช่นการเป็นตับแข็ง

โรคตับแข็ง นั้นก็คือการที่เนื้อเยื่อของตับนั้นถูกทำลายแบบต่อเนื่องและใช้เวลาในการทำร้ายนานพอสมควร ซึ่งอาจจะเกิดได้หลากหลายสาเหตุด้วยกัน

อาทิเช่นการเป็นแผลและเป็นพังผืดชึ้นมา ซึ่งมันจะก่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติต่อตับและจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้นอีกด้วย ซึ่งนั้นจะหมายถึงการทำงานของตับอาจหยุดได้เช่นกัน และนั้นก็คือที่มาของคำว่าสภาวะตับวายเฉียบพลับ

โดยทั่วไปแล้วตับของเราจะเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญในร่างกายมากเพราะต้องทำงานกระจายระบบต่างๆในร่างกาย อย่างเช่นการช่วยผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดและยังคอยขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน คอยผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการย่อยสลายไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่เมื่อตับของเราทำงานลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอื่นๆตามมา

 

โรคตับของเรานั้นไม่สามารถระบุอาการเฉพาะตัวของมันได้ ซึ่งช่วงแรกๆอาจจะไม่ทราบถึงอาการก็เป็นได้ หรือหากมีอาการก็อาจจะแสดงออกมาค่อนข้างน้อยมาก แต่เมื่อตับของเราถูกทำลายมากขึ้นเลื่อยๆ อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มตามมาเช่น มีอาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย คันตามผิดหนัง คลื่นไส้ หรืออาเจียน เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด เกิดลอยข้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ ตัวเหลืองและตาเหลือง หรือมีอาการทางสมอง

ดื่มนมอาจเป็นอันตราย หากคุณแพ้ “แลคโตส”

ประโยชน์ที่ทุกคนรู้ของ “นม” คือมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไปที่จะต้องถ่ายเหลวทุกครั้งที่ดื่มนม เพราะมันอาจเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายของคุณกำลังแพ้ “แลตโตส” ในนม

แลคโตส คืออะไร?
แลคโตส คือ น้ำตาลชนิด น้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทั้งสองชนิด ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส รวมกัน

น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลที่พบได้ในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว นมแพะ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ รวมไปถึงนมแม่ หรือขนมที่มีส่วนผสมของนมเป็นส่วนประกอบด้วย

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

อาการในบางรายจะมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ภาวะไม่ทนต่อการย่อยแลคโตส” หรือ “ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ” ซึ่งหลังจากดื่มนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายบางคนไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้นั้นอาจจะเกิดมาจากการที่ลำไส้เล็กไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เพียงพอ จึงทำให้น้ำตาลแลคโตสไม่ได้ถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมโลกุลเดี่ยว  ร่างกายที่ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลแลคโตสได้ จึงส่งผ่านต่อไปที่ลำไส้ใหญ่เลยทันที เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เข้าย่อยแลคโตสแทน และเกิดเป็นแก๊ส กับของเหลวในลำไส้ จนทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

สัญญาณอันตราย คุณอาจแพ้ “แลคโตส” ในนม

  • แน่นท้อง ท้องอืด
  • ปวดท้อง
  • ผายลมบ่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว

ใครแพ้แลคโตสได้บ้าง?
ไม่ว่าคุณจะเพศอะไร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร คุณก็สามารถแพ้แลคโตสได้

แพ้ “แลคโตส” ในนม แต่อยากดื่มนม ทำอย่างไร?

น้ำตาลแลคโตสนั้นมีเฉพาะในน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้นคนที่มีอาการแพ้แลคโตสจึงอาจจะดื่มนมที่ทำจากถั่วแทน เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ เป็นต้น

แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไกล ได้มีการผลิตนมวัวชนิด free-lactose หรือไม่มีน้ำตาลแลคโตส ออกมาวางจำหน่ายมากขึ้น และหาซื้อได้สะดวกมากขึ้น และนอกจากนี้อาการแพ้แลคโตสสามารถบรรเทาหรือทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ฝึก” ร่างกายให้เคยชินกับแลคโตสมากขึ้นทีละนิดๆ จากการสังเกตอาการของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังดื่มนมเพียงเล็กน้อย โดยสังเกตว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เช่น อาจจะปวดท้องหลังดื่มนมในขณะท้องว่าง หรือท้องเสียเสมอเมื่อดื่มนมเกิน 1 แก้ว แล้วจึงค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนวิธีดื่มรวมถึงปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม โดยอาจหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่าง เลือกดื่มนมระหว่างมื้ออาหารโดยอาจะค่อยๆ จิบทีละนิด  เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติให้หยุดดื่ม แล้วลดปริมาณลงในครั้งถัดไป การทำแบบนี้อาจจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้ชินขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสอาจมีความเสี่ยงได้รับแคลเซียม หรือVitamin D ไม่เพียงพอ เนื่องจากดื่มนมแล้วมีอาการแพ้ จึงควรดื่มนมจากถั่ว หรือหาวิธีทดแทนแคลเซียมที่ขาดหายไปจากการดื่มนม เช่น อาจทานวิตามินเสริม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง  หากไม่แน่ใจว่าร่างกายของตัวเองสามารถย่อยแลคโตสได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและขอคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ลดน้ำหนักให้ถูกต้อง และเป็นไปตามธรรมชาติ

ใครๆ ก็คงจะทราบกันดีว่าการ “ลดน้ำหนัก” มีประสิทธิภาพที่สุด คือการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร อย่างถูกวิธี รวมไปถึงการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยการออกกำลังกายไปอย่างไร้จุดหมาย โดยที่เราไม่รู้ว่า ต้องออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร เท่าไร น้ำหนักถึงจะลดลงได้ตามเป้าหมายก็เป็นการเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาฝากกัน

ออกกำลังกายแค่ไหน ลดน้ำหนักได้เท่าไร?
จากการคำนวณ การที่เราจะสามารถลดน้ำหนักให้ได้ ครึ่งกิโลกรัม เราจะต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานถึง 3,500 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นด้วยตัวเลขจำนวนมากนี้เราจึงค้นพบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่จำนวนดังกล่าวได้ภายในวันเดียว ดังนั้นในการลดน้ำหนักให้ได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องออกกำลังกายเป็นประจำวันเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน การออกกำลังกายที่ให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนัก จึงต้องการ “ความมีวินัยและความต่อเนื่อง” มากกว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพียงแค่วันสองวัน

ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ ½ กิโลกรัม เราต้องออกกำลังกาย (คร่าวๆ) ให้ได้ตามนี้

  1. เดิน หรือวิ่งเหยาะๆ ราว 1.6 กิโลเมตร จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ราว 100 กิโลแคลอรี่ (ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัว หรือความเร็วในการเดินหรือวิ่ง) ดังนั้นหากเราเดินหรือวิ่งราว 56 กิโลเมตร จะสามารถลดน้ำหนักได้ ½ กิโลกรัม (ไม่รวมการควบคุมอาหาร หรือกิจกรรมอื่นๆ ในวันนั้น)
  2. ถ้าเดินด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราว 30 นาที เป็นเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์ จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายในเวลา 3 อาทิตย์ครึ่ง (หากทานอาหารในปริมาณแคลอรี่เท่าเดิมในทุกๆ วัน)
  3. หากเลือกที่จะลดปริมาณอาหารในแต่ละวันลงราว 250 แคลอรี่ต่อวัน (เทียบเท่ากับไอศกรีม ½ ถ้วย หรือน้ำอัดลมสูตรปกติ 2 กระป๋อง) จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์
  4. หากลดอาหารในแต่ละวันลง 250 กิโลแคลอรี่ และเดิน 30 นาทีต่อวัน จะใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ในการลดน้ำหนัก ½ กิโลกรัม

การลดปริมาณแคลอรี่จากอาหารให้น้อยลง และเพิ่มเติมในเรื่องของการออกกำลังกายให้มากขึ้น จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาที่น้อยลง แต่ถึงแม้ว่าจะลดปริมาณอาหารลง การรับประทานโปรตีนให้มากขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น และที่แน่นอนคือต้องลดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง หรือเลือกทานเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแทน  เพิ่มผักผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ใช้ความต่อเนื่อง ครั้งละ 30-90 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ และสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณก็จะค่อยๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติได้แน่นอน

ออกกำลังกายดีไหม ป่วยอยู่

แพทย์ที่สมาคม American Heart Association แนะนำให้ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้มีสุขภาพที่ดี

หลายๆ คนออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยจะออกกำลังกายเพียงไม่กี่นาทีเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวัน ดังนั้นการที่จะออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับคนเหล่านี้

แต่คำถามก็คือ จะทำอย่างไรในเวลาที่ป่วย ? หากคุณรู้สึกไม่สบายคุณควรออกกำลังกายตามปกติหรือไม่? การออกกำลังกายจะช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น หรือจะทำให้หายป่วยช้าลง ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตอบคำถามเหล่านี้รวมทั้งคำถามอื่น ๆ ไว้ บนเว็บไซต์ของ Mayo Clinic ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ

Edward R. Laskowski นายแพทย์ที่ Mayo Clinic ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกำลังกายแบบไม่รุนแรงไปจนถึงปานกลางนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้หากเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา

นายแพทย์ Laskowski และผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ มีเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วย โดยอธิบายว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ปกติ หากมีอาการเจ็บป่วยที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรวมถึงน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หรือเจ็บคอเล็กน้อย

นายแพทย์ Laskowski กล่าวเสริมอีกว่า ที่จริงแล้วการออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นโดยจะเป็นการเปิดโพรงจมูก ให้หายคัดจมูกชั่วคราว และช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

WebMD ซึ่งเว็บไซต์สุขภาพของชาวอเมริกันก็ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้

Geralyn Coopersmith ผู้ฝึกสอนสมรรถภาพทางกาย ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับการออกกำลังกายและโภชนาการ กล่าวว่ากฎทั่ว ๆ ไปคือหากมีอาการฟุดฟิดเพียงเล็กน้อย เมื่อทานยาและไม่รู้สึกป่วยมากจนเกินไป ก็สามารถออกกำลังกายได้

อย่างไรก็ตามทั้ง Coopersmith และ นายแพทย์ Laskowski แนะนำให้หยุดพักจากการออกกำลังกายหากมีอาการเจ็บป่วยในบริเวณที่ต่ำกว่าลำคอลงมา เช่นมีอาการคัดหน้าอก ไอแบบรุนแรง หรือมีอาการปวดท้อง

และก็ยังมีอาการอื่น ๆ ที่สามารถบอกได้ว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ได้แก่

  • ตัวร้อนผิดปกติ
  • รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากมาก หรือมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง
  • ปวดกล้ามเนื้อในบริเวณกว้าง ๆ

Coopersmith กล่าวเสริมอีกว่าหากมีอาการแน่นหน้าอก ไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ทุกคนควรจะฟังเสียงจากร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกแย่จริง ๆ ก็ควรหยุดพักให้ร่างกายได้พักผ่อน หรือให้ลดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย เช่นให้ใช้วิธีการเดินออกกำลังกายแทนการวิ่ง และว่าการหยุดออกกำลังกายเพียงไม่กี่วันในเวลาที่ป่วย ไม่น่าส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพของร่างกายแต่อย่างใด เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถออกกำลังกายแบบเข้มข้นตามเดิมได้

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Laskowski เตือนว่าการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วยมากกว่าการเป็นหวัดแบบธรรมดา อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บมากขึ้นได้

ตับกับไขมันพอกตับ ที่เราควรรู้ อย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนไหนของร่างกายก็ตาม ล้วนมีความสำคัญมากแต่ก็มีความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นตับ แต่ตับของคนเราต่างก็พอจะมีโรคต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้เช่นกัน อย่างเช่น โรค ไขมันพอกตับ ซึ่งเราต่างก็ต้องหาวิธีการแก้ไขและป้องกันเป็นอย่างดี ดังนั้นก่อนจะรู้เรื่องโรคเรามาทำความรู้จักเกี่ยงกับตับกันก่อนดีกว่า

หน้าที่ของตับ คือ ส่วนใหญ่คนเราทุกคนรู้หน้าที่ต่างๆของร่างกายกันเกือบทั้งหมดแล้ว ตัวอย่างเช่น หน้าที่ของปอด หน้าที่ของไต หน้าที่ของหัวใจ หน้าที่ของสมอง หน้าที่ของกระเพาะ ลำไส้ เล็ก-ใหญ่  และส่วนอื่นๆที่สำคัญของร่างกายอีกมากมาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้หน้าที่ของตับและความสำคัญของตับ ว่าตับนั้นสำคัญต่อร่างกายขนาดไหน มีหน้าที่อะไรบ้าง โดยตับนั้น เปรียบเสมือน แม่บ้านใหญ่ หรือโรงงานศูนย์กลางของร่างกายคนเรา โดยการพิจารณา การไหลเข้า-ออก ของหลอดเลือด 3 เส้น โดยสรุปได้ว่า ตับ ทั้งรับวัตถุดิบ ทั้งผลิต ทั้งยังเกด็บรักษา ทั้งตรวจสอบคุณภาพ และทั้งยังแจกจ่าย ทั้งยังคอยเก็บขยะและทิ้งขยะของเสียออกไป

โดยสรุปพอให้ทุกคนเห็นภาพกว้างๆ ในการทำหน้าที่ของตับอย่างเข้าใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้

–           ตับ เป็นหน่อยที่คอยรักษากฏเกณฑ์ และเป็นหน่อยสังเคราะห์ และยังเป็นหน่อยที่คอยส่งออกผลิตภัณฑ์ ที่ตับคอยสร้างขึ้นมาใช้ ตามความต้องการของร่างกาย และผลผลิตที่ตับนั้นสร้างขึ้นมา และคอยควบคุมการใช้งานได้แก่

–           น้ำตาลกลูโคส โปรตีน เพื่อนำไปใช้ทดแทนอวัยวะต่างๆที่สึกหรอทั่วร่างกายของมนุษย์ และโปรตีนที่คนเราจำเป็นต้องใช้งานต่างๆอีกมากมาย

–           น้ำดี เพื่อใช้ย่อยอาหารจำพวกไขมัน ในขณะเดียวกันตับก็ยังใช้ท้อน้ำดีเป็นช่องทางที่คอยขับของเสียออก หรือสิ่งของที่มีพิษที่ตับคอยกรองเก็บไว้ ให้พ้นออกไปกับกากอาหารผ่านทางลำไส้ของเรานั้นเอง

–           เป็นหน่วยคลังเก็บรักษา เก็บสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมหนุษย์ เช่น วิตามินต่างๆ และแร่ธาตุที่สำคัญต่างๆ

–           เป็นหน่วยคอยเก็บของที่มีพิษ ได้แก่ ยาหรือเคมีรักษาโรค โลหะหนัก ทองแดง เป้นต้น คอยรวบรมไว้เพื่อพักรอไว้ก่อนที่จะทิ้งออกนอกร่างกายของเรานั้นเอง

–           ตับเป็นหน่อยรักษาความสะอาด ที่ชาวยในการกำจัดขยะหรือของเสีย หรือของที่มีพิษ และคอยกำจักของที่มีพิษให้หมดพิษ

ไข้หวัดใหญ่ กับ 4 ขั้นตอนป้องกัน

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรครายงานยอดผู้ป่วยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 6 สิงหาคม 2561 มีผู้ป่วยแล้ว 80,310 ราย เสียชีวิต 11 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยเรียน (อายุ 7-14 ปี) และผู้ใหญ่ (อายุ 15 – 44 ปี) ส่วน 5 จังหวัดที่อัตราป่วยสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ระยอง พะเยา และอุตรดิตถ์ ขอให้ประชาชนระวังการรับเชื้อจากผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดหรือมีคนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด เป็นต้น

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคตามฤดูกาลที่จะพบมากในฤดูฝนและฤดูหนาว แต่อย่างไรก็ตามโรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้โดยยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์

1. ปิด ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจามทุกครั้ง หากจำเป็นต้องเดินทางไปในสถานที่ที่คนพลุกพล่านควร ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการกระจายของไข้หวัดไปสู่บุคคลอื่น
2. ล้าง ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ เมื่อต้องสัมผัสราวบันได ราวบนรถโดยสาร สำหรับการล้างมือนั้นแนะนำให้ล้างมือให้นาน เพื่อให้มั่นใจว่าสะอาดและปลอดภัยจริง ๆ ล้างโดยร้องเพลง ช้าง จบ 1 รอบ
3. เลี่ยง หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด หรือ การคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยไข้หวัด
4. หยุด เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดการไปสถานที่ชุมชม หรือ หยุดงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้บุคคลอื่น แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้
1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
2.เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี
3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
4.บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
7.ผู้ที่เป็นโรคอ้วน(น้ำหนัก >100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

โรคที่มากับยุง โรคมาลาเรีย

โรคมาลาเรีย (Malaria)

โรคมาลาเรีย หรือ ไข้จับสั่น หรือ ไข้ป่า เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม (Plasmodium spp.) ที่ก่อโรคในมนุษย์มีอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ P. falciparum, P. vivax, P. malariae, P. ovale และ P. knowlesi โรคนี้มีประวัติการระบาดมายาวนานกว่า 1,500 ปี จนเมื่อปีพ.ศ. 2423 แพทย์ทหารชาวฝรั่งเศสชื่อ Charles-Louis-Alphonse Laveran ได้ตรวจพบเชื้อพลาสโมเดียมในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคมาลาเรีย ยุงที่เป็นพาหะนำโรคนี้คือ ยุงก้นปล่อง ในสกุล Anopheles ซึ่งเป็นยุงที่มีขนาดใหญ่ สีน้ำตาลหรือดำ จุดสังเกตคือเวลาเกาะแล้วดูดเลือดจะยกก้นขึ้นทำมุมกับผิวหนังประมาณ 45 องศา พบชุกชุมมากในฤดูฝน ช่วงฟักตัวจนถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลาระยะเวลานาน 9-12 วันโดยยุงก้นปล่องสายพันธุ์ dirus จะพบในป่าทึบโดยใช้ แอ่งน้ำขังนิ่ง น้ำสะอาด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และมักจะออกมาดูดเลือดคนในเวลากลางคืน ส่วนยุงก้นปล่องสายพันธุ์ minimus พบบริเวณชายป่า มีแหล่งเพาะพันธุ์คือลำธารที่มีน้ำสะอาดไหลเอื่อยๆ ยุงสายพันธุ์หลังนี้จะออกมากัดคนในช่วงเวลาหัวค่ำจนถึงดึก เด็กที่ได้รับเชื้อจะอาการหนักกว่าผู้ใหญ่ ปัจจุบันมียาฆ่าเชื้อพลาสโมเดียมเฉพาะ แต่พบว่าเชื้อดื้อยาค่อนข้างมาก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ดีสำหรับป้องกันโรคมาเลเรีย

การติดต่อ

โรคนี้เกิดจากยุงก้นปล่อง (ทั้งหมดมี 6 สายพันธุ์ที่ก่อโรคในประเทศไทย ที่สำคัญ คือ Anopheles dirus และAnopheles minimus) ที่มีเชื้อพลาสโมเดียม โดยยุงก้นปล่องตัวเมียจะดูดเลือดจากผู้ป่วยที่มีเชื้อพลาสโมเดียมระยะมีเพศ (Gametocyte) จากนั้นเชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในตัวยุงจนเป็นระยะตัวอ่อน (Sporozoite) และจะไปสะสมที่ต่อมน้ำลายของยุง ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้คนที่ถูกยุงกัดได้ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนจะเจริญเติบโตต่อไป ทำให้เกิดอาการไข้เป็นๆ หายๆ นอกจากโรคนี้จะติดต่อโดยการถูกยุงก้นปล่องกัดแล้ว ยังสามารถติดต่อจากมารดาถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ หรือ การได้รับเลือดจากผู้ที่มีเชื้อพลาสโมเดียมก็ทำให้ติดเชื้อนี้ได้เช่นกัน

อาการของโรคมาลาเรีย

เมื่อถูกยุงก้นปล่องกัด เชื้อพลาสโมเดียมแต่ละสายพันธุ์จะใช้ระยะเวลาฟักตัวไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยแล้วทุกสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ falciparum สายพันธุ์ vivax สายพันธุ์ ovale และสายพันธุ์ P. knowlesi จะใช้ระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน มีเพียงสายพันธุ์ malariae เท่านั้นที่ใช้ระยะฟักตัวนานเกินสองสัปดาห์คือประมาณ 18-40 วัน จึงจะเริ่มแสดงอาการของโรค

อาการที่สำคัญคือ ไข้ โดยช่วงแรกจะมีไข้ขึ้นไม่เป็นเวลา ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ประมาณ 2-3 วัน ต่อมาไข้จะสูงขึ้นเป็นเวลา ผู้ที่ติดเชื้อพลาสโมเดียมสายพันธุ์ falciparum จะมีไข้กลับซ้ำทุกวัน แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ vivax จะมีไข้ทุก 24-48 ชั่วโมง ส่วนสายพันธุ์ malariae มีไข้ทุก 72 ชั่วโมง ส่วนสายพันธุ์ ovale มีไข้ทุก 48 ชั่วโมง ในขณะที่สายพันธุ์ ช่วงที่มีไข้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1. ระยะหนาว อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น ชีพจรเร็ว ผิวหนังเย็นซีด มีอาการหนาวสั่นขนลุก ห่มผ้าหรือประคบอุ่นไม่หาย ระยะนี้นานประมาณ 15-20 นาที ก่อนจะเข้าสู่ระยะต่อไป

ระยะที่ 2. ระยะร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นแรง ผิวหนังร้อนแดง คลื่นไส้อาเจียน ระยะนี้นานประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3. ระยะเหงื่อออก อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อออกทั่วร่างกาย ระยะนี้นานประมาณ 1 ชั่วโมง
ต่อมาร่างกายจะเข้าสู่ระยะพัก อาการปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอื่น ช่วงเวลานี้ขึ้นกับการแบ่งตัวของเชื้อพลาสโมเดียมแต่ละสายพันธุ์

นอกจากอาการไข้หนาวสั่นแล้ว ผู้ติดเชื้อมาเลเรียอาจมีอาการหน้าซีด ปากซีด จากการที่เชื้อทำลายเม็ดเลือดแดงจนแตก เกิดภาวะโลหิตจาง มีอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีน้ำปลาหรือสีโค้กได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคมาลาเรีย

1. กินยาฆ่าเชื้อมาลาเรียให้ครบตามแพทย์สั่ง เพราะเชื้อมาลาเรียมีโอกาสดื้อยาสูง ทำให้อาการไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลง และถ้าเป็นชนิด P. vivax และ P. ovale ต้องกินยาต่อเพราะจะฆ่าเชื้อที่หลบซ่อนที่เซลล์ตับ ทำให้ลดโอกาสการเกิดซ้ำได้
2. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคมาลาเรีย
3. การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำได้

การป้องกันการติดเชื้อ

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการถูกยุงก้นปล่องกัด เช่น ป่าทึบ หรือ แหล่งที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย

2. ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ พยายามไม่ให้ยุงกัด เช่น ทายากันยุง สวมเสื้อผ้ามิดชิด ไม่ควรสวมเสื้อผ้าสีเข้มเพราะยุงชอบแสงสลัว หากต้องค้างแรม ควรกางมุ้ง เต็นท์ที่กันยุง หรือห้องที่มีมุ้งลวดกันยุง

3. ปัจจุบันไม่แนะนำให้รับประทานยาเพื่อป้องกันมาลาเรียก่อนเดินทางไปยังแหล่ง ระบาดของโรคมาเลเรีย เนื่องจากประสิทธิผลของการรับประทานยาป้องกันต่ำมาก ส่งผลให้เชื้อมีโอกาสดื้อยาสูง และอาจบดบังอาการจนทำให้ตรวจวินิจฉัยโรคได้ช้า

อาการที่ควรไปพบแพทย์

หลังจากเดินทางเข้าไปในบริเวณที่มีความ เสี่ยง ได้แก่ ป่าทึบ หรือ ชายป่า หรือจังหวัดที่เป็นแหล่งของเชื้อมาเลเรีย ภายในระยะเวลา 7-40 วัน ถ้ามีอาการไข้หนาวสั่น เป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์ทันที เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาลาเรีย และเนื่องจากโรคมาลาเรียส่วนใหญ่จะไม่หายเอง ต้องได้รับยาฆ่าเชื้อมาลาเรีย โดยเฉพาะหากไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนมักจะมีอาการรุนแรงมาก ผู้ติดเชื้อบางรายจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

ภาวะแทรกซ้อน

1. เชื้อมาลาเรียขึ้นสมอง (Cerebral malaria) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ falciparum ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท สับสน เพ้อคลั่ง ชักเกร็งกระตุก ระดับความรู้ตัวน้อยลงจนไม่รู้สึกตัว หมดสติ อาจพูดไม่ได้ อัมพาตครึ่งซีก และบางรายอาจเสียชีวิตได้

2. เนื่องจากเชื้อมาเลเรียทำให้เม็ดเลือดแดงแตก จนเกิดภาวะโลหิตจาง และเมื่อเม็ดเลือดแดงแตกจะปล่อยสารเกลือแร่ออกมาด้วย ทำให้สมดุลเกลือแร่ในกระแสเลือดผิดปกติ ที่อันตรายคือสารโพแทสเซียมที่สูงขึ้นจะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติได้

3. เชื้อพลาสโมเดียมสายพันธุ์ vivax และ ovale มีคุณลักษณะพิเศษคือเมื่อรักษาจนกระทั่งหายจากโรคมาลาเรียแล้ว แม้จะไม่ได้รับเชื้อเข้ามาใหม่ แต่ผู้ป่วยสามารถกลับมามีอาการและตรวจพบเชื้อพลาสโมเดียมได้อีก เพราะเชื้อทั้ง 2 สายพันธุ์นี้สามารถหลบซ่อนอยู่ภายในเซลล์ตับและเจริญเติบโตต่อไป ด้วยเหตุนี้ขณะรับการรักษาจึงตรวจไม่พบเชื้อในกระแสเลือด และเมื่อเวลาผ่านไป เชื้อที่ซ่อนอยู่ที่ตับก็สามารถแพร่สู่กระแสเลือดได้อีก ทำให้มีไข้กลับซ้ำ แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่าตอนที่ติดเชื้อครั้งแรก

เบื่อไหม กับการจุกท้องขณะวิ่ง

บางคนอยากวิ่งออกกำลังกายแต่วิ่งทีไรก็รู้สึกจุกที่ท้องและเหนื่อยง่ายจนสุดท้ายก็เลือกที่จะเดิน งั้นมาดูวิธีแก้อาการจุกท้องขณะวิ่งกันค่ะ

คนที่เริ่มวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ มักจะหมดกำลังใจที่จะวิ่งต่อก็เพราะเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ขณะวิ่ง ซึ่งเมื่ออาการมาแต่ละที ต่อให้เรามีใจอยากจะวิ่งแค่ไหน แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ค่อยเป็นใจเอาซะเลย ทำให้หลายคนเทการวิ่งไปซะดื้อ ๆ เพราะวิ่งแล้วจุกเกินจะฝืนวิ่งต่อไปได้ไหว แต่ต่อจากนี้จะไม่เกิดสถานการณ์วิ่งแล้วจุกท้องกันอีกต่อไป เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีเทคนิควิ่งไม่ให้จุกท้องมาบอกต่อด้วยล่ะ
วิ่งออกกำลังกาย

1. กินแต่น้อยก่อนออกกำลังกาย

ถ้าไม่อยากรู้สึกจุกท้องขณะวิ่งไม่ควรทานอาหารก่อนไปวิ่งค่ะ หรือไม่ก็ทานอาหารก่อนไปออกกำลังกายสัก 2 ชั่วโมงค่ะ โดยกินเป็นอาหารมื้อย่อย ๆ ปริมาณไม่เยอะจนเกินไป และเลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง อย่างแป้งขัดขาว รวมทั้งอาหารไขมันสูงทั้งหลายก็ควรงดด้วย เพราะร่างกายจะใช้เวลาย่อยอาหารเหล่านี้เป็นเวลานาน และอาจทำให้เราเกิดอาการจุกขณะที่วิ่งอยู่ได้

อ้อ ! รวมไปถึงน้ำอัดลม หรือผักอย่างบรอกโคลีและถั่วก็ควรเลี่ยงด้วยนะคะ เพราะแก๊สเยอะมาก อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้องตอนวิ่งได้

 

2. วอร์มอัพก่อนวิ่ง

การวอร์มอัพสำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนออกกำลังกายทุกชนิดค่ะ เพราะการวอร์มอัพจะช่วยเตรียมกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับออกกำลังกาย ช่วยยืดเส้น และเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อทุกส่วนให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการวอร์มอัพยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยย่อยอาหารที่ตกค้างในกระเพาะเราได้อีกทาง ลดโอกาสเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ขณะวิ่งได้อีก

 

3. หายใจขณะวิ่งให้ถูกวิธี

วิธีหายใจขณะวิ่งที่ถูกต้อง คือ การหายใจเข้าทางจมูก และปล่อยลมหายใจออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปาก ทั้งนี้การหายใจควรปล่อยให้เป็นไปอย่างสบายและพยายามหายใจด้วยท้อง โดยสูดหายใจเข้าไปในปอดจนท้องขยาย และบังคับปล่อยลมให้ออกมาด้วยการแขม่วท้อง เพราะการหายใจไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดการจุกเสียดขณะวิ่งได้ คราวนี้ความตั้งใจแรกที่อยากจะวิ่งให้นาน ๆ ก็คงต้องเป็นอันถูกพับโครงการไปโดยปริยาย

 

4. ปรับท่าวิ่ง

ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าเวลาที่เราวิ่ง เราเอนลำตัวช่วงบนไปด้านหน้ามากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งท่าวิ่งดังกล่าวอาจเป็นต้นเหตุของอาการจุกในขณะวิ่งได้ ดังนั้นปรับท่าวิ่งให้ถูกต้องกันดีกว่า โดยวิ่งหลังตรงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ศีรษะตรง ตามองไปข้างหน้า ส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะลงมาที่หัวไหล่ สะโพก จนถึงพื้นเป็นเส้นตรง ลำตัวไม่โน้มไปด้านหน้าหรือเอนไปด้านหลัง

 

5. เสริมความแข็งแรงให้ช่วงลำตัว

กล้ามเนื้อช่วงลำตัวอันได้แก่ กล้ามเนื้อท้อง หลัง และสะโพก ก็เป็นส่วนที่ถูกใช้งานค่อนข้างหนักในการวิ่งไม่แพ้ช่วงล่างเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้เราสตรองมากกว่าเดิม วิ่งได้สบายขึ้นกว่าที่เคย ก็ควรฟิตเฟิร์มส่วนนี้ให้แข็งแรงด้วยนะคะ

 

6. วิ่งบ่อย ๆ

ก่อนจะวิ่งออกกำลังกายได้นาน ๆ อึด และถึก ทุกคนล้วนแล้วแต่ผ่านประสบการณ์วิ่ง 5 นาทีแล้วเหนื่อยเหมือนจะตายมาด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นหากคุณวิ่งไปได้ไม่ถึงไหนก็อย่าเพิ่งท้อค่ะ ค่อย ๆ วิ่งไปตามกำลังของเรา แต่ขอให้วิ่งทุกวัน เพิ่มระยะทาง เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ หมั่นฟิตซ้อมไปทุกวันอย่างนี้ เราก็จะวิ่งได้นานขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลงได้ในสักวันหนึ่งเองล่ะ

 

7. รัดเอวช่วย

กับคนที่มีปัญหาวิ่งแล้วจุกจริง ๆ ลองจำกัดการเคลื่อนไหวของลำตัวด้วยการใช้ผ้ารัดเอวช่วยดูก็ได้ค่ะ รัดไว้บริเวณเอวเพื่อให้ร่างกายขยับส่วนนี้ได้น้อยลงในขณะที่วิ่ง ซึ่งก็จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการจุกขณะวิ่งไปได้ด้วย

 

8. ลดระดับความเร็วในการวิ่งและผ่อนลมหายใจ

หากลองมาทุกวิธีแล้วยังเกิดอาการเสียดท้องข้างใดข้างหนึ่งขณะวิ่งอยู่เนือง ๆ ลองไม้เด็ดวิธีนี้ดูค่ะ โดยให้ลดระดับความเร็วในการวิ่งลงช้า ๆ (แต่ยังเร็วในระดับที่เรียกว่า “กำลังวิ่ง” อยู่) แล้วผ่อนลมหายใจออกทุกครั้งที่เท้าข้างที่ท้องไม่ปวดแตะพื้น สูดลมหายใจเข้าเมื่อเท้าข้างที่ปวดแตะพื้น แล้วผ่อนลมหายใจออกเมื่อเท้าข้างเดียวกับตำแหน่งที่ปวดท้องแตะพื้น สลับกันไปอย่างนี้สักพักเพื่อให้กล้ามเนื้อกระบังลมได้หดและขยายตัวอย่างเป็นปกติ ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเกร็งที่ท้องตอนเราวิ่งได้

 

9. พักและยืดเส้น

ถ้าอาการจุกยังไม่หายไปอีก คราวนี้ลองวิ่งให้ช้าลงจนกระทั่งหยุดวิ่ง แล้วมายืดเหยียดร่างกายกันสักเซต จากนั้นค่อยเริ่มวิ่งไปต่อ วิธีนี้ก็จะช่วยให้เราวิ่งต่อไปได้สบายขึ้น วิ่งได้นานขึ้นโดยไม่ทรมานแล้วค่ะ

อย่างไรก็ตาม การวิ่งในระดับความเร็วสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้เราวิ่งอย่างต่อเนื่องได้นานขึ้น และหากอยากเพิ่มความเร็วในการวิ่งก็ควรจะค่อย ๆ สปีดฝีเท้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการเพิ่มความเร็วทันทีและมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการจุกท้องและลิ้นปี่ได้ และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเราเหนื่อยเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ไหวแล้วนั่นเองค่ะ

รู้ก่อน เตรียมพร้อมรับมือ โรคหลอดเลือดสมอง

ผศ. น.ท. นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช
สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


ภาวะผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก

     กลุ่มหนึ่ง ประมาณ 80-90% เป็นภาวะที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมองซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะหลอดเลือดอุดตันหรือภาวะหลอดเลือดตีบ

     กลุ่มที่สอง ประมาณ 15-20% จะเป็นภาวะที่มีเลือดออกในสมองซึ่งโรคที่ทำให้เกิดก็มาจากการฉีกขาดของหลอดเลือดเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ คนเรียก หลอดเลือดฝอยฉีกขาด และอีกประมาณ 5% จะเป็นลักษณะของหลอดเลือดโป่งพองแล้วมันแตก อันนี้อัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูง

เพราะฉะนั้น สรุปก็คือ ภาวะหลอดเลือดผิดปกติจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่สมองขาดเลือด กับ กลุ่มที่มีเลือดออกในสมอง

สาเหตุ

โรคหรือภาวะหลอดเลือดในสมองผิดปกติ เราพบได้ตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ไปจนถึงวัยกลางคน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สาเหตุรูปแบบของการผิดปกติ มันมีความแตกต่างกันหลายรูปแบบ

ในกลุ่มคนอายุน้อย ๆ อาจจะเป็นลักษณะของความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นความผิดปกติของระดับพันธุกรรมที่ให้หลอดเลือดในสมองผิดปกติเกิดเป็นปาน เกิดมีการต่อกันของหลอดเลือดผิดปกติ

ส่วนในวัยกลางคนก็มักจะเกิดจากการใช้ชีวิต สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่สาเหตุหลัก ๆ จะมาจากการสูบบุหรี่ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของสารเคมีที่ใช้หรือยาที่ใช้ ยาบางอย่างก็ทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น มีการอุดตัน หรือมีการอักเสบของหลอดเลือดได้

ส่วนในผู้สูงอายุก็จะเป็นลักษณะของความเสื่อม คือผนังหลอดเลือดมันเสียความยืดหยุ่นไป หรือมีภาวะของโรค เช่น เบาหวาน ความดัน โรคเลือด ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในวัยกลางคน และวัยผู้สูงอายุ

สัญญานเตือน

อาการหลักคือ อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง หรือมีการพูดไม่ชัด แต่โอกาสที่มันจะเตือน ระยะเวลามันสั้นมาก บางคนไม่คิดด้วยซ้ำว่า อันนี้คือการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง เพราะจริง ๆ แล้ว อาการปวดศีรษะ อาการคลื่นไส้ อาเจียน มันเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะฉะนั้น มันค่อนข้างยากที่จะบอกว่าเป็นอาการของหลอดเลือดสมอง แต่ก็ต้องบอกว่าอาการปวดศีรษะ อาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการนำของการเกิดภาวะของหลอดเลือดผิดปกติในสมอง

 

การรักษา

         ทุกคนก็ทราบดีว่าเวลามันเกิดความเสียหายขึ้นในสมองแล้ว โอกาสที่เราจะกลับมาเหมือนเดิมเรียกว่ามันค่อนข้างยาก เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ขนาดของเลือดที่ออก หรือขนาดของตำแหน่งของสมองที่เสียหาย ขนาดของสมองที่ขาดเลือด ตำแหน่งที่มีการเสียหายของสมอง อันนี้จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้เราบอกได้ว่าคนไข้จะกลับมาได้แค่ไหน

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ เวลามันมีการเสียหายของระบบประสาทหรือสมองเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นเลย ที่มีการฉีกขาดหรือมีการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง เพราะฉะนั้น โอกาสที่คนไข้จะกลับมาเหมือนเดิมเลย มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย

          แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรักษา และวิธีการรักษา เราก็ต้องจัดการในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัวของคนไข้เอง เบาหวาน ความดัน โรคไต โรคหัวใจ ถัดมาก็คือปัญหาที่ตัวสมองเอง เราจะสามารถควบคุมการอักเสบของสมองไม่ว่าจะเป็นจากการที่สมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมองได้อย่างไร และหลังจากนั้นแล้ว ถ้าคนไข้รอดชีวิตมาแล้ว การฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาหรือพอที่จะขยับแขนขา หรือลดการกดทับของร่างกายได้นี่ อันนี้ต้องปฏิบัติ ต้องทำต่อไป

การป้องกัน
วิธีการป้องการดีที่สุด ง่ายที่สุดและลงทุนน้อย คือ

1. ต้องไม่สูบบุหรี่ สำหรับเรื่องแอลกอฮอล์ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ยิ่งดี

2. การควบคุมโรคพื้นฐานที่เราเรียกว่า โรคที่ไม่ติดต่อ เบาหวาน ความดัน โรคไต ภาวะโภชนาการเกิน ถ้าเราสามารถควบคุมตรงนี้ได้ เราก็สามารถป้องกันภาวะผิดปกติของหลอดเลือดในสมองได้

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางกลุ่มที่มีโอกาสทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดสมองผิดปกติ เช่น ยาที่กระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่า หรือยาที่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว แม้แต่ยาคุมกำเนิด วิตามินบางชนิดก็อาจจะทำให้เกิดภาวะผิดปกติของหลอดเลือดในสมองได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถหลีกเลี่ยงหรือใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เราก็จะสามารถลดโอกาสในการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองได้