บุหรี่มีโทษรุนแรง ถ้าสูบในบ้าน ถือเป็นบุหรี่มือสาม

เป็นที่รู้กันอย่างดีแล้วว่าโทษของการสูบบุหรี่นั่นคืออะไร มีมากมายหลายอย่างเหลือเกิน และก็เป็นบ่อกำเนิดโรคที่น่ากลัวที่สุดโรคหนึ่งด้วย นั้นก็คือมะเร็ง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าบุหรี่มือหนึ่งนั้นเอง มือหนึ่งความหมายก็ตรงตัว เพราะเกิดจากผู้สูบที่ตั้งใจสูดควันเข้าปอดโดยตรงด้วยตัวเอง ไม่ได้ได้รับสารพิษต่างๆจากบุหรี่ของผู้อื่นแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการตัดสินใจของตัวเองเท่านั้น

บุหรี่นั้นมีสารพิษมากมายนับไม่ถ้วนเลยล่ะ มีทั้งสารพิษทั่วไป หลายร้อยชนิด แถมยังมีสารพิษที่เป็นบ่อเกิดมะเร็งถึงครึ่งร้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าสารพิษอีกเป็นพัษชนิดจะอาจจะไม่ทำอะไรเรามากมาย แต่ถ้าสะสมไปเรื่อยๆนั้นแล้วก็จะเกิดเป็นสารพิษสะสมจนเป็นบ่อเกิดโรคได้เช่นกัน

แล้วมันมีอันตรายยังไงกับการสูบบุหรี่ในบ้าน มันมีอันตรายอะไรที่มากกว่าการสูบบุหรี่ข้างนอกงั้นหรอ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆเลย เพราะว่าการสูบบุหรี่ในบ้านนั้นจะเกิดควันใช่ไหมล่ะ แล้วควันไปไหน ควันก็อยู่ในบ้านนั่นไง สารพิษต่างๆที่ยังคงเหลืออยู่ในควันบุหรี่ที่ทั้งปล่อยออกมาจากผู้สูบ และควันที่ลอยออกจากมวนนั่นไง ที่จะลอยอยู่ในบ้าน

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องไปชนเข้ากับสิ่งของต่างๆภายในบ้าน เกิดเป็นสารพิษตกค้างอยู่กับสิ่งของต่างๆในบ้านนั่งเอง ถ้าเป็นสิ่งของที่มีความละเอียดอ่อนอย่างพวกใช้สำหรับอาหารการกิน หรือว่าพวกของใช้เด็กอ่อนละก็ คงรู้กันดีว่าคนในบ้านก็จะได้รับสารกันไปเต็มๆ แถมจะบอกให้ว่า เขาได้วิจัยกันมาแล้วถึงสารพิษที่ติดอยู่ตามสิ่งของในบ้านนั้น จะอยู่ได้เป็นเดือนๆเลย ถึงแม้ว่าจะมีการทำความสะอาดอยู่บ่อยๆก็ตามที ทีนี้ คนในบ้านก็แถบเรียกได้ว่าได้รับสารพิษกันเป็นประจำกันอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นเด็กอ่อนก็คงจะยิ่งไม่ดีกับร่างกายพวกเขาแน่ๆล่ะ

ดังนั้นแล้ว ตอนนี้ก็ได้มีกฏหมายคุมครองภายในบ้านออกมาแล้ว ถึงข้อห้ามการสูบ  บุหรี่ไฟฟ้า  ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน เพราะว่าการสูบบุหรี่ในบ้านก็เปรียบเสมือนการที่ค่อยๆฆ่าคนในบ้านโดยไม่เจตนายังไงล่ะ แล้วนั้นก็คงเป็นเรื่องที่ประเทศที่มองเห็นคุณค่าประชาชนจะยอมรับไม่ได้อย่างแน่นอน แล้วโทษของผู้ที่ถูกจับกระทำผิดขึ้นนี้ก็รุนแรงถึงขั้นติดคุกได้เลย หรือจนกว่าจะเลิกบุหรี่ได้เช่นกัน นี่คือคำว่าบุหรี่มือสามที่ทุกคนเคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยได้รู้รายละเอียดว่ามันรุนแรงขนาดไหนยังไง จนถึงขั้นต้องการมาเป็นกฏหมายของแต่ละประเทศกันเลยทีเดียว

อาการของโรคเอดส์

โดยอาการคนป่วยที่ได้รับเชื้อเอดส์นี้แล้ว ที่เกิดจากการถูกเชื้อเข้าไปทำลายร่างกาย ส่งผลให้คนป่วยเกิดอาการที่คนรอบข้างสามารสังเกตุเห็นกันได้ อย่างเช่น บางคนอาจมีร่างกายผอมลงทันที เนื่องจากเกิดการคิดมาก ภาวะจิตใจเริ่มไม่ดี ทำให้การกินอาหารเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางคนถึงขั้นอาจจะฆ่าตัวตายก็มี ดังนั้นคนรอบข้างที่อยู่กับคนป่วยโรคนี้ควรให้กำลังที่ดี อาจช่วยให้สภาพจิตใจของคนป่วยรู้สึกดีขึ้น ทำให้รู้สึกวิตกกังวนน้อยลง ดังนั้นคนที่ป่วยโรคเอดส์คนใส่ใจในการดูแลสภาพจิตใจของตนเองให้ดี 

โรคเอดส์นี้เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแล้วระดับการป่วยจะแบ่งได้ 3 ระยะ

  • หากคนป่วยได้รับเชื้อเอดส์มาแล้วระยะเริ่มต้นนั้นจะแสดงอาการรู้สึกตัวว่ามีไข้ขึ้น มีอาการเจ็บคอ ปวดหัว ปวดเนื้อปวดตัวตามด้วย โดยจะเป็นอาการป่วยของคนไข้ทั่วไป บางคนยังอาจไม่รู้ตัวเองว่าเป็นเอดส์หากไม่ไปทำการตรวจ น้อยคนที่จะรู้ก็จะคิดว่าตนเองป่วยธรรมดาไม่มีการติดเชื้อเอดส์มานั้นเอง
  • ระยะต่อมาระยะที่สอง ก็ถือว่าเป็นระยะที่ยังไม่มีอาการแสดงให้เห็นว่าร่างกายมีการทรุดกว่าเดิมเท่าไร คนป่วยเอดส์ยังมีแรงทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ในร่างกายเชื้อที่เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวก็ยังคงทำลายไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่หนักเท่าไร 
  • ระยะสุดท้ายอาการคนป่วยเอดส์จะเริ่มมีอาการให้เห็นอย่างชัดเจน เนื้องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มทำงานไม่ไหว ระยะนี้ส่งผลให้คนป่วยมีอาการเริ่มทรุดหนักทันที โดยอาการหลัก ๆ ก็ยังคงมีไข้อยู่ตลอด เริ่มทำงานอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงเหนื่อยง่าย ช่วงระยะนี้จะเริ่มกินข้าวกินอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะผอมลงยังเห็นได้ชัดมาก บางคนเริ่มมีอาการท้องร่วงมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงให้เห็นว่ามีแผลตามปากตามลิ้นขึ้นมา เป็นอาการที่อยู่ในช่วงหนักสุด ระยะนี้คนป่วยโรคเอดส์อาจมีขั้นถึงตายได้

การป้องกันจากโรคเอดส์

สิ่งสำคัญที่สุดการในป้องกันไม่ให้ตนเองได้รับเชื้อเอดส์นั้นคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อเอดส์ หากมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่รู้ว่าคนนั้นติดเอดส์ ควรร็จักการป้องตนเอง ควรระมัดระวังในการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น เพราะอาจเกิดการติดเชื้อเอดส์มาได้โดยที่เราไม่ได้ระวังตัว แม้แต่การไปสักตัวตามร้านต่าง ๆ ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ควรไม่ใช้เข็มด้วยกันเป็นทางที่ดีในการป้องกันไว้ก่อน ในกรณีที่ผู้หญิงหากเกิดการตั้งท้องควรรีบปรึกษาหมอ จะได้มวิธีป้องกันไม่ให้ติดไปยังลูกได้

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

HIV กับ AIDS เหมือนกันหรือไม่?

หลายคนอาจจะไม่ได้มีความสงสัยแต่อย่างใดเรื่องที่เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มองว่ามันคือสิ่งเดียว นั้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิดๆที่ว่าเมื่อตรวจพบว่าในร่างกายติดเชื้อเอชไอวีแล้ว จะเป็นโรคเอดส์ ต้องขอบอกในตรงนี้ให้ทราบกันไปเลยว่าระหว่าง เอชไอวี กับ เอดส์ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซึ่งเอชไอวีนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส แต่แปลกที่คนที่ส่วนใหญ่กลัวการเป็นมากกว่าโรคอื่นๆที่พบกันมากมายอย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวานที่น่ากลัวและรักษายากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการใดๆที่ไปสัมพันธ์กับโรคเอดส์ หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ร่างกายจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต แล้วจะหายไปเอง ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อจะไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะอาการเหล่านี้เป็นอารของระยะที่1 ซึ่งผู้ใดที่อยู่ในระยะนี้นั้นคือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ในขณะที่โรคเอดส์นั้น เป็นกลุ่มคนที่มีอาการต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาอีกทีหนึ่ง ที่เชื้อไวรัสนั้นได้เริ่มเข้าสู่ระยะของอาการที่มีความสัมพันธ์กับเอดส์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิต้านทานของร่างกายเรา เมื่อเม็ดเลือดขาวถูกเชื้อไวรัสทำลายนั้นเท่ากับว่า ระบบภูมิต้านทานของร่างกายก็จะต่ำลดลงมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และป่วยง่าย ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคชนิดอื่นๆเข้ามาภายในร่างกายได้ง่าย เช่น ปอดบวม วัณโรค หรือการเป็นโรคมะเร็งที่จะสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณมีอาการในช่วงแรกให้ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย หรืออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นอาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นจะเหมือนอาการปวดทั่วไปทำให้หลายคนคงไม่ทันสังเกต อย่างไรนั้นก็จะเข้าตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ให้กันตามตรงนั้นก็คือ เอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวเลย ทางการแพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารับประทาน หากทานยาครบและทำตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็จะสามารถมีชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป หรือในบางทีนั้นอาจจะมีอายุที่ยืนกว่า แข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปเลยก็ได้ เพียงแต่ร่างกายตอนนี้มีเชื้อเอชไอวีอยู่เท่านั้น

และถ้าหากรักษาไปเรื่อยๆก็จะสามารถหายขาดได้เช่นกัน สำหรับบุคคลรอบข้างก็หายห่วงเพราะเชื้อไวรัสนี้จะติดต่อกันทางสาบเลือดเท่านั้น การสัมผัส หรือ การทานอาหารร่วมกันจะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ รวมถึงหลายคนตั้งคำตามที่ว่า ถ้ายุงไปกัดคนที่มีเชื้อแล้วมายุงมากัดเราต่อ จะทำให้เราติดเชื้อหรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่นอน เพราะเชื้อนี้จะมีปฏิกิริยากับคนเท่านั้น เมื่อมันออกมาเจออากาศเชื้อก็ตายทันที แต่อย่างกังวลไปเลยเพราะยังมีอีกหลากหลายโรคที่ร้ายแรงกว่า

 

สนับสนุนโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

การซ่อมเจ้า TZR

วิธีการซ่อมเจ้า TZR

เอาล่ะครับท่านผู้อ่าน ตอนนี้ของจาก lazada ก็มาส่งถึงผมเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ถ้าใครสงสัยผมจะบอกให้นะว่ามันคือ หนึ่งในโปรเจคของผมเองนะครับ อยากรู้มั้ยครับว่ามันคืออะไร มันคือสวิทสตาร์ท !! รถของผมก็จะทำเป็นตัวสตาร์ทมือ จะวางกับโครงเมท100 ของผมนั่นเอง ของมีรอยนิดๆหน่อยแต่ก็สมราคา ระบบคร่าวๆที่ผมทำไว้จะมีระบบสตาร์ทกับระบบตัดไฟโน่นนั่นนี่ อันนี้เป็นโปรเจคส่วนตัวผมนะครับ เครื่องก็ลื้อลงวางแล้วเดี๋ยวจะเอาไปขึ้นโครงทีหลัง เอารถลูกค้าก่อนอย่ามัวแต่เล่น ฮ่าๆ แดดเริ่มเป็นใจละ

ตอนนี้ผมก็มาอยู่ที่โรงกลึงแล้ว เมื่อกี้เว้ยท่านผู้อ่านผมขับรถมาดีๆก็มีคนมาชนท้ายผมเว้ยเป็นรถเวฟของเด็กผู้หญิงขับ เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถมอเตอร์ไซค์ ดีที่ผมขี่รถมอไซค์ธรรมดามา ถ้าผมขับรถยนต์มันจะมีปัญญาจ่ายผมมั้ยอ่ะ มันไม่สมควรไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์นะครับ ไม่สมควรที่จะเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ อันตรายมากจริงๆ มาเข้าเรื่องเลยดีกว่าเพราะว่าตอนนี้อยู่หน้าโรงกลึงแล้ว สายพอสมควรเพราะว่านี่ก็บ่ายสามละไม่รู้จะทันหรือเปล่า โชคดีไปครับทันเวลาก็จะได้มารับประมาณห้าโมงเย็นก็จะมีเวลาประมาณสองชั่วโมง ระหว่างรอเราก็จะกลับไปโมหรีดกัน

ตอนนี้ก็ถึงบ้านแล้วนะครับแดดยังร้อนเหมือนเดิมนะครับ เราจะมาแกะหรีดกันทั้งหมด 6 ตัว เราจะตัดตัวสต๊อปเปอร์กันนะครับส่วนหรีดก็จะตัดออกครึ่งนึง แล้วของที่ซื้อมาใหม่เราจะแปะเป็นแผ่นเต็มจะได้ไม่เสียของ เราก็จะมาร์คไว้ก่อนตัดนะครับ ถ้าใครมือแม่นๆก็จะใช้คัดเตอร์ก็ได้หรือจะใช้กรรไกรก็ได้ แต่ผมก็มีรางสังหรว่าจะตัดไม่ตรงยังไงก็ไม่รู้ เพราะว่าผมเป็นคนตัดหรีดไม่ตรงเท่าไหร่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน เวลาผมมาร์คไว้ก็ตรงนะครับ

แต่เวลาตัดออกมาแม่งเบี้ยวเฉยเลย รอบนี้ตัดแล้วไม่เบี้ยวว่ะคือว่าตั้งใจตัดสุดๆพอของตัวเองนี่ตัดแหว่งตลอด ต่อมาก็จะตัดสต๊อปเปอร์เป็นงานที่ยากมากเพราะว่าต้องใช้หินเจียหรือถ้าขยันก็ใช้ใบเลื่อยก็ได้ หินเจียมันอันตรายไปหน่อยไม่มีอะไรหรอกคือผมไม่อยากใช้เครื่องมือหนักไง ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับจะเบี้ยวนิดนึงแต่ก็ไม่เป็นไรเพราะว่ามันเอาไว้แค่สต๊อป แล้วมาดูของที่เราวิ่งหากันบ้าง เป็นแผ่นหรีดแบบไฟเบอร์ของ TZ โดยเฉพาะ แล้วก็เอาไปติดไว้กับตัวหรีด

วิธีติดแผ่นหรีดก็จะดูที่ตัวแผ่นนะครับ เพราะว่าที่ตัวแผ่นหรีดจะมีแง่งอยู่แล้วเวลาใส่ก็ใส่ด้านไหนก็ได้ที่มันปิดแล้วสนิทแค่นั้นเอง บางทีเจ้าแผ่นหรีดจะใส่ยากก็ให้ใส่ในรูปแบบนี้ก่อนแล้วก็วางแหมะลงไปในตัวหรีดเลยพอมันลงร่องแล้วก็เอาไขควงไขได้เลย ถ้าใครอยากให้ผมแต่งเครื่องให้ก็ทักมาได้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น TZR หรือ TZM ในหรือนอกสถานที่ก็รับหมดนะจ๊ะขอแค่เป็นในเขตกรุงเทพหรือใกล้ๆเขตสายไหม แอบขายของนิดนึงนะครับ อิอิ

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

ตับอ่อนนั้นสำคัญอย่างไร

 ว่ากันว่าตับอ่อนนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูปร่างของปลาดุก โดยหากจะอธิบายให้เห็นภาพจากการยกตัวอย่างรูปร่างของปลาดุกนั้นก็จะสามารถอธิบายได้ว่าส่วนฝั่งบริเวณที่เรามองเห็นว่าเป็นหัวของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านขวาของตัวเราเองและสำหรับส่วนที่เห็นว่าเป็นหางของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านซ้ายซึ่งเป็นบริเวณที่ติดต่อกันกับอวัยวะอย่างม้ามนั่นเอง โดยจะมีหลอดเลือดเส้นใหญ่ที่ผ่านอยู่ในบริเวณตรงกลางของตับอ่อนอยู่เป็นจำนวนหลายเส้นเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะมาบอกเล่ากันถึงความสำคัญของตับอ่อนว่าเขามีหน้าที่อย่างไรในร่างกายของมนุษย์เรากันบ้าง

        เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนมากมายซึ่งทุกส่วนนั้นต่างก็มีการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าหากจะเปรียบร่างกายก็คงจะเปรียบได้กับเครื่องยนต์นั่นเองและหนึ่งในความสำคัญของร่างกายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์นั้นก็มีอวัยวะที่เรียกว่า “ตับอ่อน” ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนระบบในร่างกายของมนุษย์เราให้สามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างปกติในแต่ละวันได้นั่นเอง โดยตับอ่อนนี้เองก็มีหน้าที่ที่สำคัญมากๆนั่นก็คือตับอ่อนจะทำการสร้างน้ำย่อยออกมาเพื่อเป็นสารในการใช้เพื่อให้มีการย่อยอาหารในร่างกายได้นั่นเอง

โดยตับอ่อนจะมีกระบวนการในการทำงานที่เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมากๆด้วยการผลิตสารที่มีความจำเป็นในการใช้ย่อยอาหารอย่างเอนไซม์ออกมาเพื่อให้ร่างกายนั้นได้เอาไว้ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งจะมีการหลั่งน้ำย่อยหรือเอนไซน์นี้ผ่านเข้าไปยังลำไส้เล็ก และส่งผ่านไปในช่องทางท่อของตับอ่อนนั่นเอง

โดยอย่างที่เป็นที่ทราบกันบ้างอยู่ว่าน้ำย่อยนั้นถือว่าเป็นสารเอนไซม์ที่มีความสำคัญที่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมัน ย่อยสลายโปรตีน และย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตต่างๆที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายได้ด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่งหน้าที่ของตับอ่อนที่มีความสำคัญมากๆอีกเช่นกันก็คือตับอ่อนนั้นจะมีการสร้างหรือผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่าฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนกลูคากอนออกมาให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งประโยชน์จากฮอร์โมนทั้งสองนี้นั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของมนุษย์เรานั้นสามารถที่จะใช้น้ำตาลที่เรามีการบริโภคเข้าไปในร่างกายนั้นได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง

โดยความสำคัญของตับอ่อนนั้นถูกจัดให้เป็นต่อมไร้ท่อในระบบของร่างกายมนุษย์ที่มีการทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องสร้างและผลิตฮอร์โมนอย่างอินซูลินออกมาให้กับร่างกายได้ใช้เพื่อที่จะนำเอาฮอร์โมนนี้ไปทำการควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดต่อไปได้นั่นเอง และนอกจากนี้แล้วก็ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นๆอยู่อีกมากมายที่สามารถที่จะมีการร่วมกระบวนการกันในการทำหน้าที่ในการควบคุมเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดในร่างกายของมนุษย์เรานั้นให้สามารถที่จะเป็นภาวะสมดุลได้โดยมีการต้านทานฤทธิ์ของอินซูลินได้นั่นเอง

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวความสำคัญของตับอ่อนที่เป็นหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญในร่างกายที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์ของมนุษย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามร่างกายของเรานั้นยังมีส่วนอื่นๆอีกมายเช่นกันที่ต้องทำงานร่วมกันกับตับอ่อนและทุกๆอย่างจะมีการทำงานที่สอดคล้องกันหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความผิดปกติหรือสึกหรอไปแน่นอนว่าร่างกายก็ย่อมจะไม่ปกติแน่ ดังนั้นเราจึงควรที่จะระมีชัดระวังจะเอาใจใส่เรื่องความสำคัญของตับให้ดีด้วย

 

ขอบคุณบทความที่  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน  ให้นำมาเสนอ

คนท้องต้องบำรุง !!

สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ควรจะมีการดูแลใส่ใจร่างกายและอาหารการกิน เพราะในขณะที่เราตั้งครรภ์เรากินอะไรเข้าไปก็จะไปส่งผลต่อลูกในครรภ์ของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เกิดมาพร้อมกับความแข็งแรง ไม่จำป่วยง่าย เราจึงควรมีการดูแลลูกน้อยของเราเองตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ และยิ่งตอนที่ท้องเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นในช่วงนี้เองคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการกินของตัวเองให้มาก

ควรหาอาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่เรากินเข้าไป จะช่วยส่งเสริมกับการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองมาดูกันว่าคุณแม่ควรกินอาหารประเภทไหนบ้าง

  1. อาหารที่มีโปรตีนสูง  ในตอนที่กำลังท้องนั้นคุณแม่ควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนให้มากมาก เพราะเมื่อคุณแม่กินอาหารที่มีโปรตีนสูงเข้าไป สารอาหารนี้จะเข้าไปช่วยสร้างพวกกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยในท้องและที่สำคัญยังดูแลร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรง สามารถต้านทานเชื้อโรคทั้งไวรัสและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญสารอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะส่งตรงไปยังแม่และลูกคือได้ประโยชน์จากสารอาหารนี้ทั้งคู่เลย ซึ่งแหล่งโปรตีนสูงนี้จะได้แก  เนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเล
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง  หากกินเข้าไปจะไปช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข้งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่คุณแม่จะเป็นโรคโลหิตจางได้ด้วย และธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับทารกในครรภ์ให้มีร่างกายที่แข็งแรง ซ้ำยังจะช่วยให้คุณแม่ที่กำลังเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ไม่เพลียและเหนื่อยง่าย เราสามารถหากินธาตุเหล็กได้จาก  ตับ ไข่แดง ปลา ถั่ว ขนมปังโฮลวีตเป็นต้น
  3. ผักและผลไม้   ไม่ว่าจะเป็นตอนท้องหรือไม่ท้อง อาหารประเภทผักและผลไม้ก็สำคัญกับคนที่กินทั้งสิ้นและยิ่งสำหรับคนที่กำลังตั้งท้องยิ่งต้องกินให้มาก เพราะจะช่วยบำรุงร่างกายให้ทั้งแม่และเด็กในท้องแข็งแรง  ช่วยเรืองขบวนการสร้างร่างกายให้มีความเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ การกินผักและผลไม้ควรเลือกกินให้หลากหลายอย่างกินแค่อย่างใดอย่าหนึ่งเท่านั้น เพราะผลไม้และผักแต่ละอย่างอาจจะให้แร่ธาตุที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกินหลากหลายในแต่ละวันจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่า 

เห็นไหมคะว่า การกินก็มีประโยชน์กับคนที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก หากอยากคลอดลูกออกมาแล้วเป็นเด็กที่แข็งแรงและฉลาดควรเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

เครื่องช่วยฟัง

รีวิวจากคุณปราง ที่ใช้เครื่องช่วยฟัง

          เมื่อก่อนปรางก็หูปกติดีค่ะ ไม่ได้มีความผิดปกติอะไร แต่ปรางเป็นคนชอบคันหูมาก ปรางมักจะหาอะไรมาแหย่หูเสมอ เริ่มจากทุกเช้าหลังอาบน้ำ ปรางจะต้องเอาสำลีพ้นก้านไม้เช็คหูให้สะอาดทุกเช้า และเวลาอาบน้ำตอนเย็นก็ต้องเอาสำลีพันก้านไม้เช็ดหูอีกรอบเหมือนกันเรียกได้ว่าเช็ดทำความสะอาดทั้งเช้าและเย็นเลยทีเดียว

ซึ่งทำแบบนี้ทุกวันไม่มีวันหยุดเลยค่ะ และในบางวันในช่วงตอนกลางวันบางครั้งก็จะรู้สึกคันหู อยากหาอะไรมาแคะหู จึงได้หามาอะไรมาแหย่สุดท้ายก็ได้เส้นผมตัวเองนี่ละค่ะ เอามาพันกันแล้วแหย่หู ซึ่งพอทำครั้งแรก ครั้งต่อๆไปก็ติดเพราะนอกจากจะหายคันแล้วมันยังรู้สึกจักกะจี้หูดี เรียกได้ว่าช่วงหลังๆทำบ่อยมากเกือบทุกวัน

แต่มีอยู่มาวันหนึ่งเห็นขนนกตกอยู่หน้าบ้าน มองดูแล้วก็ดูสะอาดดีเลยหยิบมาถอนเอาขนออกบางส่วนเหลือปลายๆไว้ แล้วนำมาแหย่หู ความรู้สึกเดียวกับใช้เส้นผมตัวเองเลยค่ะ เลยทำแบบนี้เรื่อยมา จนอยู่มาวันหนึ่งเริ่มรู้สึกเจ็บที่หูด้านซ้าย  เจ็บอยู่ด้านเดียวช่วงนั้นจึงหยุดแหย่หูไปก่อนและผ่านไปสองวันมันสึกคันหูมากจนทนไม่ไหวก็กลับมาแหย่อีก ซึ่งหูก็ยังไม่หายเจ็บและมีความรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหึ่งๆในหูด้วยในบางครั้ง จึงเริ่มหยุดแหย่หู แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอค่ะ

จนรู้สึกเจ็บมากขึ้นและรู้สึกว่าการได้ยินเสียงคนที่มาพูดด้วย ไม่ค่อยได้ยิน รู้สึกเหมือนได้ยินไม่ชัดต้องให้เขาพูดใหม่หลายๆรอบ คนที่บ้านก็เริ่มสังเกตเห็นก็เลยบอกให้ปรางไปหาหมอ พอไปถึงที่โรงพยาบาล ก็ติดต่อหาหมอเฉพาะทางที่ดูแลเรื่องหูโดยตรง คุณหมอก็บอกว่าหูชั้นในมีการอักเสบ ก็เล่ารายละเอียดให้คุณหมอทราบ คุณหมอก็แนะนำให้ลองรักษาก่อนถ้าไม่หายก็จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง เพราะว่าตอนนี้หูข้างซ้ายมีปัญหาหนักมาก แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว ก็รักษาไปสักระยะแต่เพราะต้องทำงานไปด้วยจึงไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าหูเรามีความผิดปกติ ปรางเลยให้คุณหมอแนะนำเครื่องช่วยฟังให้ว่าต้องใช้แบบไหนยังไง ซึ่งตอนนี้หลังจากที่ปรางใช้เครื่องช่วยฟัง รู้สึกดีขึ้นมากไม่ต้องคอยบอกให้ใครต่อใครพูดซ้ำๆให้ฟังหลายรอบ

และที่สำคัญหลายคนไม่ได้รู้ว่าปรางมีปัญหาทางหูเพราะปรางเลือกใช้เครื่องช่วยฟังที่สอดใส่เข้าไปในรูหูแล้วปรางก็เอาผมของปรางปล่อยปิดตรงหูปกติ แค่นี้ชีวิตปรางก็มีความสุขมากเลยค่ะ หากใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินอย่างปรางลองใช้เครื่องช่วยฟังดูนะคะ 

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร
ยาเลื่อนประจำเดือนไม่อาจจะใช้ชดเชยยาคุมได้ เพราะไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์
ยาเลื่อนประจำเดือน จะได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนที่มีรอบเดือนมาเป็นประจำ รวมทั้งทราบวันที่จะมีประจำเดือนที่แน่ๆ
สำหรับคนที่มีเลือดไหลแบบผิดปกติ ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจนซะก่อน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังอาการโรคได้
ยาเลื่อนรอบเดือน เป็นทางออกของผู้หญิงที่ไม่ต้องการให้การมีรอบเดือนมาเกิดเรื่องกวนใจเพราะว่าหลายคราที่ขอเลื่อนแผนท่องเที่ยว ขยับแล้วขยับอีกก็ไม่ลงตัว การหันไป “เลื่อนรอบเดือน” ก็เลยเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

ยาเลื่อนรอบเดือนออกฤทธิ์เช่นไร?
สตรีทุกๆ คนที่ถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีเลือดไหลจากช่องคลอดหรือรอบเดือน ในทุกๆ28-30 วัน โดยภายหลังจากมีรอบเดือนแล้วกรรมวิธีภายในร่างกายจะกระทำคัดเลือกไข่จัดเตรียมไว้กระทั่งไปถึงกึ่งกลางรอบเดือน สำหรับคนที่มีรอบเดือนตรงสม่ำเสมอทุกเดือน 28-30 วัน โดยประมาณวันที่ 14-15 นับตั้งแต่การมีรอบเดือนวันแรก จะเป็นวันตกไข่ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) ขึ้นมา ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับตัวอ่อน โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าเกิดว่าไม่มีการมีท้องเกิดขึ้น สมองจะสั่งให้หยุดสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนานั้น ก็จะหลุดออกมาทุกๆ เดือน

ยาเลื่อนรอบเดือน หรือ ยาเลื่อนเมนส์ เป็นฮอร์โมนกรุ๊ปโปรเจสเตอโรน ก็เลยช่วยปรับให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ดกตัวนั้นไม่หลุดออกมา สำหรับคนที่ปรารถนาเลื่อนรอบเดือน จำเป็นต้องทราบวันที่มีรอบเดือนของตนที่แน่ๆ อย่างเช่น เมนส์มาทุกวันที่ 29 แล้วก็มาบ่อยๆ 2-3 วัน แปลว่าไข่ตกโดยประมาณวันที่ 14-15 โดยเหตุนั้นถ้าหากต้องการเลื่อนรอบเดือนออกไปก็จำเป็นต้องทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงอยู่ โดยการบังคับธรรมชาติให้สร้างฮอร์โมนมาในตอนกึ่งกลางรอบเดือน ซึ่งทำได้ด้วยการกินฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป ตามปริมาณวันที่ปรารถนาจะเลื่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยหยุดรับประทานยา ซึ่งเมื่อหยุดยา เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมากลายเป็นประจำเดือน

ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการหูตึงหรือก่อให้เกิดเกี่ยวกับการได้ยินที่ผิดเพี้ยน

การเกิดปัญหาจากการได้ยินหรือการสูญเสียการได้ยินนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นสำหรับผู้มีอายุที่สูง ซึ่งการได้ยินบกพร่องแบบนี้มักจะเป็นการเสื่อมสภาพตามอายุของวัยนั่นเอง ดังนั้นมันเป็นการที่ทุกคนจะต้องเผชิญกับมันเมื่อถึงวัยอันควร แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าวัยอื่นๆจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินแบบนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาต่างๆเหล่านี้สามารถเป็นได้ในทุกคนและทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบมากที่สุดกับวัยสูงอายุเท่านั้นเอง

การใช้ชีวิตบนความเสี่ยงแบบไม่ระวังก็เสี่ยงให้เกิดปัญหาหูตึงได้โดยไม่ต้องรอแก่

ควรหลีกเลี่ยงหรือระวังการฟังเสียงที่มีความดังมากเกินไปเป็นเวลานานๆ

คนส่วนใหญ่มักชื่นชอบเสียงเพลงที่มีการเปิดด้วยความเสียงดัง หรือชอบนำตนเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีการใช้เสียงที่ดัง จนลืมไปว่าการที่เราอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากเกินไป หรืออยู่กับเสียงดังที่เป็นเวลานานๆอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการได้ยินของหูของตนได้ ซึ่งนั้นจึงเป็นต้นเหตุให้การรับฟังของเรามีการเสื่อมคุณภาพก่อนเวลาอันควรได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นการท่องราตรี หรือการทำงานที่อยู่ใกล้กับเครื่องจักรต่างๆที่มีความดังและใช้เวลานาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นการทำให้ระบบของการได้ยินเสื่อมคุณภาพตามลงไปด้วย

หากเราไม่สามารถหลีกปัญหาเหล่านี้ได้ เราควรหาตัวช่วยหรืออุปกรณ์มาช่วยให้การได้ยินเสียงที่มีความดังมากให้ลดลงจากเดิม เช่น การหาเอียปลั๊กมาใส่เพื่อเป็นการลดเสียงให้ดังน้อยลง หรืออาจจะหาที่ครอบหูเพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางก็ได้เช่นกัน หากไม่หาวิธีป้องกันหรือปล่อยให้มันเป็นเวลาที่ยาวนาน อาจะก่อให้เกิดการรักษาไม่ได้โดยคุณเองอาจจะต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นตัวช่วยเหมือนถึงเวลาที่สาย

ควรระวังในการทำกิจกรรมต่างๆที่มันเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อการได้ยิน

คุณทราบหรือไม่ว่ากิจกรรมบางอย่างที่คุณทำนั้น อาจจะส่งผลต่อระบบการได้ยินของหูของคุณ เพราะเนื่องจากการเกิดแรงดันในการทำกิจกรรมต่างๆนั้น ส่งผลที่ก่อให้เกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่งเช่น การที่คุณได้ทำกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำที่ลึกเพื่อลงไปดูประการัง หรืออาจจะเป็นการเดินทางด้วยการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้คุณทราบหรือไม่ว่ามันทำให้เราเกิดอาการหูอื้อได้นั่นเอง 

ซึ่งอาการของหูอื้อนั้นมันคืออาการที่เกิดจากความดันในหูชั้นกลางของเรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันหรือเร่งด่วน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่เป็นการก่อให้เกิดความเสี่ยงเหล่านี้หรือสามารถส่งผลให้ก่อเกิดการที่ทำให้เราหูอื้อได้นั้น เราควรหลีกเลี่ยงเพื่อระบบการได้ยินของตัวคุณเองนะคะ

2 พฤติกรรมยอดแย่ทำลายสมอง

ใครๆ ก็คงรู้ดีว่าพฤติกรรมไหนที่เรียกว่าดี พฤติกรรมไหนที่เรียกว่าไม่ดี แต่ตลกร้ายที่ทุกคนดันทำพฤติกรรมไม่ดี จนติดเป็นนิสัยเคยชินไปแล้ว และกลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่เฉยๆ ใครๆ ก็ทำกัน และน่าแปลกที่บางทีคนรอบข้างก็ไม่ได้คอยเตือนแต่อย่างใด วันนี้เรามีพฤติกรรมแย่ๆ 2 พฤติกรรมทำลายสมองมาเตือนทุกคนกัน

1. ฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายเจ็บป่วย
หลายคนบอกว่าชีวิตการทำงานมันต้องไปให้สุด ยิ่งตั้งใจทำงานมากเจ้านายยิ่งเอ็นดู ยิ่งขยันยิ่งต้องได้ผลตอบแทนที่ดี หรือ บางคนต้องมาทำงานเพราะกลัวว่าเจ้านายจะว่าถ้าลาป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ร่างกายกำลังเจ็บป่วยอยู่แต่ยังดื้อดึงฝืนลุกไปทำงาน จะทำให้สมองของคุณต้องทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า เนื่องจากสมองกำลังสั่งและประมวลผลให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับเชื้อโรค และต้องการการพักผ่อนเพื่อเยียวยาหรือซ่อมแซมส่วนที่สูยหายไปของร่างกายเพื่อให้อาการดีขึ้น ดังนั้นการฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย เท่ากับเป็นการทำร้ายสมองของคุณเองเช่นกัน

2. เซิร์ชกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย
ในยุคสมัยที่คิดอะไรไม่ออก หรือ อยากรู้อะไรก็เซิร์จหาในกูเกิ้ล เรียกได้ว่าอาการเจ็บป่วยแบบนี้คืออะไรก็ต้องพึ่งพากูลเกิ้ล ไม่ยอมไปหาหมอซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะในอดีตนั้นความจำของเราจะถูกสร้างจากการท่องจำ ได้เขียน หรือ อ่าน ข้อความนั้นบ่อยๆ และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำระยะยาว จนกระทั่งเมื่อโลกนี้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก กูเกิ้ล ส่งผลในด้านความทรงจำ เพราะทำให้คุณมีความจำสั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการจำคำศัพท์ หรือ ข้อมูลสั้น ๆ หลายคนก็ไม่สามารถจำได้แล้ว ดังนั้นพฤติกรรมที่คิดอะไรไม่ออก ก็เซิร์จกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย ก็อาจจะต้องเพลา ๆ ลงบ้าง