Category สุขภาพทั่วไป

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบคืออะไร ?
โรคปอดอักเสบ (pneumonitis) คือ อาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน และปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ
– ไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดโดยตรง
– การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร
– ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือ
– ไอมีเสมหะ
– เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
– หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
– มีไข้ เหงื่อออก
– หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลีย

หากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามหากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย

ข้อแนะนำการดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบ
1. ไม่สูบบุหรี่
2. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้เพื่อ สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

โรคตับที่ใครๆก็มองข้ามไม่ค่อยระวังกันเท่าที่ควร ทั้งๆที่มันสำคัญมากพอๆกับอวัยวะอื่น เพราะหากมีการเป็นโรคเกี่ยวกับตับแล้วมันจะเป็นเรื่องที่หนักเอาการเลยแหละ อย่างเช่นการเป็นตับแข็ง

โรคตับแข็ง นั้นก็คือการที่เนื้อเยื่อของตับนั้นถูกทำลายแบบต่อเนื่องและใช้เวลาในการทำร้ายนานพอสมควร ซึ่งอาจจะเกิดได้หลากหลายสาเหตุด้วยกัน

อาทิเช่นการเป็นแผลและเป็นพังผืดชึ้นมา ซึ่งมันจะก่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติต่อตับและจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้นอีกด้วย ซึ่งนั้นจะหมายถึงการทำงานของตับอาจหยุดได้เช่นกัน และนั้นก็คือที่มาของคำว่าสภาวะตับวายเฉียบพลับ

โดยทั่วไปแล้วตับของเราจะเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญในร่างกายมากเพราะต้องทำงานกระจายระบบต่างๆในร่างกาย อย่างเช่นการช่วยผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดและยังคอยขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน คอยผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการย่อยสลายไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่เมื่อตับของเราทำงานลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอื่นๆตามมา

 

โรคตับของเรานั้นไม่สามารถระบุอาการเฉพาะตัวของมันได้ ซึ่งช่วงแรกๆอาจจะไม่ทราบถึงอาการก็เป็นได้ หรือหากมีอาการก็อาจจะแสดงออกมาค่อนข้างน้อยมาก แต่เมื่อตับของเราถูกทำลายมากขึ้นเลื่อยๆ อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มตามมาเช่น มีอาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย คันตามผิดหนัง คลื่นไส้ หรืออาเจียน เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด เกิดลอยข้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ ตัวเหลืองและตาเหลือง หรือมีอาการทางสมอง

ดื่มนมอาจเป็นอันตราย หากคุณแพ้ “แลคโตส”

ประโยชน์ที่ทุกคนรู้ของ “นม” คือมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไปที่จะต้องถ่ายเหลวทุกครั้งที่ดื่มนม เพราะมันอาจเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายของคุณกำลังแพ้ “แลตโตส” ในนม

แลคโตส คืออะไร?
แลคโตส คือ น้ำตาลชนิด น้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทั้งสองชนิด ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส รวมกัน

น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลที่พบได้ในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว นมแพะ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ รวมไปถึงนมแม่ หรือขนมที่มีส่วนผสมของนมเป็นส่วนประกอบด้วย

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

อาการในบางรายจะมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ภาวะไม่ทนต่อการย่อยแลคโตส” หรือ “ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ” ซึ่งหลังจากดื่มนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายบางคนไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้นั้นอาจจะเกิดมาจากการที่ลำไส้เล็กไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เพียงพอ จึงทำให้น้ำตาลแลคโตสไม่ได้ถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมโลกุลเดี่ยว  ร่างกายที่ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลแลคโตสได้ จึงส่งผ่านต่อไปที่ลำไส้ใหญ่เลยทันที เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เข้าย่อยแลคโตสแทน และเกิดเป็นแก๊ส กับของเหลวในลำไส้ จนทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

สัญญาณอันตราย คุณอาจแพ้ “แลคโตส” ในนม

  • แน่นท้อง ท้องอืด
  • ปวดท้อง
  • ผายลมบ่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว

ใครแพ้แลคโตสได้บ้าง?
ไม่ว่าคุณจะเพศอะไร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร คุณก็สามารถแพ้แลคโตสได้

แพ้ “แลคโตส” ในนม แต่อยากดื่มนม ทำอย่างไร?

น้ำตาลแลคโตสนั้นมีเฉพาะในน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้นคนที่มีอาการแพ้แลคโตสจึงอาจจะดื่มนมที่ทำจากถั่วแทน เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ เป็นต้น

แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไกล ได้มีการผลิตนมวัวชนิด free-lactose หรือไม่มีน้ำตาลแลคโตส ออกมาวางจำหน่ายมากขึ้น และหาซื้อได้สะดวกมากขึ้น และนอกจากนี้อาการแพ้แลคโตสสามารถบรรเทาหรือทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ฝึก” ร่างกายให้เคยชินกับแลคโตสมากขึ้นทีละนิดๆ จากการสังเกตอาการของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังดื่มนมเพียงเล็กน้อย โดยสังเกตว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เช่น อาจจะปวดท้องหลังดื่มนมในขณะท้องว่าง หรือท้องเสียเสมอเมื่อดื่มนมเกิน 1 แก้ว แล้วจึงค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนวิธีดื่มรวมถึงปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม โดยอาจหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่าง เลือกดื่มนมระหว่างมื้ออาหารโดยอาจะค่อยๆ จิบทีละนิด  เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติให้หยุดดื่ม แล้วลดปริมาณลงในครั้งถัดไป การทำแบบนี้อาจจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้ชินขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสอาจมีความเสี่ยงได้รับแคลเซียม หรือVitamin D ไม่เพียงพอ เนื่องจากดื่มนมแล้วมีอาการแพ้ จึงควรดื่มนมจากถั่ว หรือหาวิธีทดแทนแคลเซียมที่ขาดหายไปจากการดื่มนม เช่น อาจทานวิตามินเสริม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง  หากไม่แน่ใจว่าร่างกายของตัวเองสามารถย่อยแลคโตสได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและขอคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ลดน้ำหนักให้ถูกต้อง และเป็นไปตามธรรมชาติ

ใครๆ ก็คงจะทราบกันดีว่าการ “ลดน้ำหนัก” มีประสิทธิภาพที่สุด คือการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร อย่างถูกวิธี รวมไปถึงการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยการออกกำลังกายไปอย่างไร้จุดหมาย โดยที่เราไม่รู้ว่า ต้องออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร เท่าไร น้ำหนักถึงจะลดลงได้ตามเป้าหมายก็เป็นการเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาฝากกัน

ออกกำลังกายแค่ไหน ลดน้ำหนักได้เท่าไร?
จากการคำนวณ การที่เราจะสามารถลดน้ำหนักให้ได้ ครึ่งกิโลกรัม เราจะต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานถึง 3,500 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นด้วยตัวเลขจำนวนมากนี้เราจึงค้นพบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่จำนวนดังกล่าวได้ภายในวันเดียว ดังนั้นในการลดน้ำหนักให้ได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องออกกำลังกายเป็นประจำวันเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน การออกกำลังกายที่ให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนัก จึงต้องการ “ความมีวินัยและความต่อเนื่อง” มากกว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพียงแค่วันสองวัน

ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ ½ กิโลกรัม เราต้องออกกำลังกาย (คร่าวๆ) ให้ได้ตามนี้

  1. เดิน หรือวิ่งเหยาะๆ ราว 1.6 กิโลเมตร จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ราว 100 กิโลแคลอรี่ (ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัว หรือความเร็วในการเดินหรือวิ่ง) ดังนั้นหากเราเดินหรือวิ่งราว 56 กิโลเมตร จะสามารถลดน้ำหนักได้ ½ กิโลกรัม (ไม่รวมการควบคุมอาหาร หรือกิจกรรมอื่นๆ ในวันนั้น)
  2. ถ้าเดินด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราว 30 นาที เป็นเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์ จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายในเวลา 3 อาทิตย์ครึ่ง (หากทานอาหารในปริมาณแคลอรี่เท่าเดิมในทุกๆ วัน)
  3. หากเลือกที่จะลดปริมาณอาหารในแต่ละวันลงราว 250 แคลอรี่ต่อวัน (เทียบเท่ากับไอศกรีม ½ ถ้วย หรือน้ำอัดลมสูตรปกติ 2 กระป๋อง) จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์
  4. หากลดอาหารในแต่ละวันลง 250 กิโลแคลอรี่ และเดิน 30 นาทีต่อวัน จะใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ในการลดน้ำหนัก ½ กิโลกรัม

การลดปริมาณแคลอรี่จากอาหารให้น้อยลง และเพิ่มเติมในเรื่องของการออกกำลังกายให้มากขึ้น จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาที่น้อยลง แต่ถึงแม้ว่าจะลดปริมาณอาหารลง การรับประทานโปรตีนให้มากขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น และที่แน่นอนคือต้องลดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง หรือเลือกทานเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแทน  เพิ่มผักผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ใช้ความต่อเนื่อง ครั้งละ 30-90 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ และสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณก็จะค่อยๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติได้แน่นอน

ออกกำลังกายดีไหม ป่วยอยู่

แพทย์ที่สมาคม American Heart Association แนะนำให้ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้มีสุขภาพที่ดี

หลายๆ คนออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยจะออกกำลังกายเพียงไม่กี่นาทีเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวัน ดังนั้นการที่จะออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับคนเหล่านี้

แต่คำถามก็คือ จะทำอย่างไรในเวลาที่ป่วย ? หากคุณรู้สึกไม่สบายคุณควรออกกำลังกายตามปกติหรือไม่? การออกกำลังกายจะช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น หรือจะทำให้หายป่วยช้าลง ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตอบคำถามเหล่านี้รวมทั้งคำถามอื่น ๆ ไว้ บนเว็บไซต์ของ Mayo Clinic ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ

Edward R. Laskowski นายแพทย์ที่ Mayo Clinic ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกำลังกายแบบไม่รุนแรงไปจนถึงปานกลางนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้หากเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา

นายแพทย์ Laskowski และผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ มีเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วย โดยอธิบายว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ปกติ หากมีอาการเจ็บป่วยที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรวมถึงน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หรือเจ็บคอเล็กน้อย

นายแพทย์ Laskowski กล่าวเสริมอีกว่า ที่จริงแล้วการออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นโดยจะเป็นการเปิดโพรงจมูก ให้หายคัดจมูกชั่วคราว และช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

WebMD ซึ่งเว็บไซต์สุขภาพของชาวอเมริกันก็ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้

Geralyn Coopersmith ผู้ฝึกสอนสมรรถภาพทางกาย ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับการออกกำลังกายและโภชนาการ กล่าวว่ากฎทั่ว ๆ ไปคือหากมีอาการฟุดฟิดเพียงเล็กน้อย เมื่อทานยาและไม่รู้สึกป่วยมากจนเกินไป ก็สามารถออกกำลังกายได้

อย่างไรก็ตามทั้ง Coopersmith และ นายแพทย์ Laskowski แนะนำให้หยุดพักจากการออกกำลังกายหากมีอาการเจ็บป่วยในบริเวณที่ต่ำกว่าลำคอลงมา เช่นมีอาการคัดหน้าอก ไอแบบรุนแรง หรือมีอาการปวดท้อง

และก็ยังมีอาการอื่น ๆ ที่สามารถบอกได้ว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ได้แก่

  • ตัวร้อนผิดปกติ
  • รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากมาก หรือมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง
  • ปวดกล้ามเนื้อในบริเวณกว้าง ๆ

Coopersmith กล่าวเสริมอีกว่าหากมีอาการแน่นหน้าอก ไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ทุกคนควรจะฟังเสียงจากร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกแย่จริง ๆ ก็ควรหยุดพักให้ร่างกายได้พักผ่อน หรือให้ลดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย เช่นให้ใช้วิธีการเดินออกกำลังกายแทนการวิ่ง และว่าการหยุดออกกำลังกายเพียงไม่กี่วันในเวลาที่ป่วย ไม่น่าส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพของร่างกายแต่อย่างใด เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถออกกำลังกายแบบเข้มข้นตามเดิมได้

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Laskowski เตือนว่าการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วยมากกว่าการเป็นหวัดแบบธรรมดา อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บมากขึ้นได้

ตับกับไขมันพอกตับ ที่เราควรรู้ อย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนไหนของร่างกายก็ตาม ล้วนมีความสำคัญมากแต่ก็มีความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นตับ แต่ตับของคนเราต่างก็พอจะมีโรคต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้เช่นกัน อย่างเช่น โรค ไขมันพอกตับ ซึ่งเราต่างก็ต้องหาวิธีการแก้ไขและป้องกันเป็นอย่างดี ดังนั้นก่อนจะรู้เรื่องโรคเรามาทำความรู้จักเกี่ยงกับตับกันก่อนดีกว่า

หน้าที่ของตับ คือ ส่วนใหญ่คนเราทุกคนรู้หน้าที่ต่างๆของร่างกายกันเกือบทั้งหมดแล้ว ตัวอย่างเช่น หน้าที่ของปอด หน้าที่ของไต หน้าที่ของหัวใจ หน้าที่ของสมอง หน้าที่ของกระเพาะ ลำไส้ เล็ก-ใหญ่  และส่วนอื่นๆที่สำคัญของร่างกายอีกมากมาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้หน้าที่ของตับและความสำคัญของตับ ว่าตับนั้นสำคัญต่อร่างกายขนาดไหน มีหน้าที่อะไรบ้าง โดยตับนั้น เปรียบเสมือน แม่บ้านใหญ่ หรือโรงงานศูนย์กลางของร่างกายคนเรา โดยการพิจารณา การไหลเข้า-ออก ของหลอดเลือด 3 เส้น โดยสรุปได้ว่า ตับ ทั้งรับวัตถุดิบ ทั้งผลิต ทั้งยังเกด็บรักษา ทั้งตรวจสอบคุณภาพ และทั้งยังแจกจ่าย ทั้งยังคอยเก็บขยะและทิ้งขยะของเสียออกไป

โดยสรุปพอให้ทุกคนเห็นภาพกว้างๆ ในการทำหน้าที่ของตับอย่างเข้าใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้

–           ตับ เป็นหน่อยที่คอยรักษากฏเกณฑ์ และเป็นหน่อยสังเคราะห์ และยังเป็นหน่อยที่คอยส่งออกผลิตภัณฑ์ ที่ตับคอยสร้างขึ้นมาใช้ ตามความต้องการของร่างกาย และผลผลิตที่ตับนั้นสร้างขึ้นมา และคอยควบคุมการใช้งานได้แก่

–           น้ำตาลกลูโคส โปรตีน เพื่อนำไปใช้ทดแทนอวัยวะต่างๆที่สึกหรอทั่วร่างกายของมนุษย์ และโปรตีนที่คนเราจำเป็นต้องใช้งานต่างๆอีกมากมาย

–           น้ำดี เพื่อใช้ย่อยอาหารจำพวกไขมัน ในขณะเดียวกันตับก็ยังใช้ท้อน้ำดีเป็นช่องทางที่คอยขับของเสียออก หรือสิ่งของที่มีพิษที่ตับคอยกรองเก็บไว้ ให้พ้นออกไปกับกากอาหารผ่านทางลำไส้ของเรานั้นเอง

–           เป็นหน่วยคลังเก็บรักษา เก็บสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมหนุษย์ เช่น วิตามินต่างๆ และแร่ธาตุที่สำคัญต่างๆ

–           เป็นหน่วยคอยเก็บของที่มีพิษ ได้แก่ ยาหรือเคมีรักษาโรค โลหะหนัก ทองแดง เป้นต้น คอยรวบรมไว้เพื่อพักรอไว้ก่อนที่จะทิ้งออกนอกร่างกายของเรานั้นเอง

–           ตับเป็นหน่อยรักษาความสะอาด ที่ชาวยในการกำจัดขยะหรือของเสีย หรือของที่มีพิษ และคอยกำจักของที่มีพิษให้หมดพิษ