Category สุขภาพทั่วไป

เพิ่มภูมิต้านทานด้วยการนอน

การนอนดีคือยาวิเศษที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ในยุคที่มีการระบาดและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆนั้นกำลังโจมตีมนุษย์ไปทั่วโลกด้วยโรคระบาดที่ร้ายแรงนั่นเอง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่เรานั้นจะต้องพยายามแลหาวิถีทางแนวทางในการที่จะป้องกันอันตรายและต่อสู้กับเชื้อโรคหรือโรคระบาดเหล่านี้นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดค้นหาวิธีรักษาในด้านวัคซีนก็ดีหรือยารักษาโรคก็ดี

ในขณะที่เรานั้นกำลังรอในส่วนแนวหน้าที่กำลังคอดวิธีการเพื่อรักษาและป้องกันช่วยเหลือในโรคระบาดนี้นั้นสิ่งที่ทุกคนสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองก็คือการสร้างเกราะเพื่อป้องกันจากภายในสู่ภายนอกนั่นเองหรือการเพิ่มภูมิต้านทานของเราและหนึ่งในวิธีการที่จะสามารถสร้างภูมต้านทานที่ได้ประสิทธิภาพแประสิทธิผลสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสร้าง นั่นก็คือการนอนนั่นเอง เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การนอนนั้นมีเบื้องหลังและมีหลายสิ่งเกิดขึ้นในเวลาที่เรานั้นหลับไปแล้ว เมื่อเราหลับไปนั้นเราจะไม่รู้สึกตัวแต่เซลล์ต่างๆในร่างกายเรานั้นก็จะมีการทำงานเป็นกะเช่นกัน โดยการนอนนั้นถูกควบคุมโดยสมองในสมองคนเรานั้นในส่วนตรงกลางจะมีสมองส่วนที่ถูกเรียกว่าเอสซีเอ็น

โดยตรงนี้นั้นเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ในสมองที่มีการควบคุมในเรื่องการนอนและจะมีศูนย์ย่อยๆอยู่ทั่วตัวด้วยคือในอวัยวะต่างๆ  เช่น ตับ ไต หัวใจ เป็นต้น และศูนย์บัฐชาการการนอนนั้นจะถูกควบคุมการนอนที่เรียกว่า เซอร์คาเดียนรามหรือนาฬิกาในร่างกายนั่นเอง เมื่อเรามีศูนย์บัญชาการเราจะต้องรับสัญญาณ การรับสัญญาณนั้นก็จะมาจากส่วนต่างๆ เช่น ลูกตาเราหรือดวงตาดวงตาจะมีการรับแสงเข้ามาที่จอประสาทตาส่งสัญญาณไปที่เอสซีเอ็นและมีการส่งสัญญาณไปต่อที่ต่อมไพเนียลแกรนด์เป็นส่วนที่อยู่ในสมองเช่นกัน

ต่อมนี้เองก็จะหลั่งฮอร์โมนการนอนที่ชื่อว่าเมลาโทนินและยังมีการส่งสัญญาณต่อไปอีกยังต่อมหมวดไตที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความเครียด ทำให้ความเครียดนั้นเป็นสิ่งที่มีผลต่อการนอนนั่นเอง และความเครียดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถส่งผลอย่างมากกับเรื่องการนอน

การนอนหลับนั้นจึงมีปัจจัยนอกจากความเครียดก็คือ แสง ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากมือถือหรือคอม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นมีผลต่อการนอนหลับอย่างแน่นอนและอาหาร แน่นอนว่าอาหารที่ไม่เหมาะสมย่อมมีผลต่อการนอนหลับเช่นกันและสิ่งที่มีผลเหล่านั้นมักเป็นสิ่งที่เราชอบกินทั้งสิ้น เช่นน้ำตาล เกลือ อาหารทอดอาหารมัน ล้วนมีผลต่อการนอนทั้งสิ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

อาการของโรคเอดส์

โดยอาการคนป่วยที่ได้รับเชื้อเอดส์นี้แล้ว ที่เกิดจากการถูกเชื้อเข้าไปทำลายร่างกาย ส่งผลให้คนป่วยเกิดอาการที่คนรอบข้างสามารสังเกตุเห็นกันได้ อย่างเช่น บางคนอาจมีร่างกายผอมลงทันที เนื่องจากเกิดการคิดมาก ภาวะจิตใจเริ่มไม่ดี ทำให้การกินอาหารเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางคนถึงขั้นอาจจะฆ่าตัวตายก็มี ดังนั้นคนรอบข้างที่อยู่กับคนป่วยโรคนี้ควรให้กำลังที่ดี อาจช่วยให้สภาพจิตใจของคนป่วยรู้สึกดีขึ้น ทำให้รู้สึกวิตกกังวนน้อยลง ดังนั้นคนที่ป่วยโรคเอดส์คนใส่ใจในการดูแลสภาพจิตใจของตนเองให้ดี 

โรคเอดส์นี้เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแล้วระดับการป่วยจะแบ่งได้ 3 ระยะ

  • หากคนป่วยได้รับเชื้อเอดส์มาแล้วระยะเริ่มต้นนั้นจะแสดงอาการรู้สึกตัวว่ามีไข้ขึ้น มีอาการเจ็บคอ ปวดหัว ปวดเนื้อปวดตัวตามด้วย โดยจะเป็นอาการป่วยของคนไข้ทั่วไป บางคนยังอาจไม่รู้ตัวเองว่าเป็นเอดส์หากไม่ไปทำการตรวจ น้อยคนที่จะรู้ก็จะคิดว่าตนเองป่วยธรรมดาไม่มีการติดเชื้อเอดส์มานั้นเอง
  • ระยะต่อมาระยะที่สอง ก็ถือว่าเป็นระยะที่ยังไม่มีอาการแสดงให้เห็นว่าร่างกายมีการทรุดกว่าเดิมเท่าไร คนป่วยเอดส์ยังมีแรงทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ในร่างกายเชื้อที่เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวก็ยังคงทำลายไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่หนักเท่าไร 
  • ระยะสุดท้ายอาการคนป่วยเอดส์จะเริ่มมีอาการให้เห็นอย่างชัดเจน เนื้องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มทำงานไม่ไหว ระยะนี้ส่งผลให้คนป่วยมีอาการเริ่มทรุดหนักทันที โดยอาการหลัก ๆ ก็ยังคงมีไข้อยู่ตลอด เริ่มทำงานอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงเหนื่อยง่าย ช่วงระยะนี้จะเริ่มกินข้าวกินอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะผอมลงยังเห็นได้ชัดมาก บางคนเริ่มมีอาการท้องร่วงมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงให้เห็นว่ามีแผลตามปากตามลิ้นขึ้นมา เป็นอาการที่อยู่ในช่วงหนักสุด ระยะนี้คนป่วยโรคเอดส์อาจมีขั้นถึงตายได้

การป้องกันจากโรคเอดส์

สิ่งสำคัญที่สุดการในป้องกันไม่ให้ตนเองได้รับเชื้อเอดส์นั้นคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อเอดส์ หากมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่รู้ว่าคนนั้นติดเอดส์ ควรร็จักการป้องตนเอง ควรระมัดระวังในการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น เพราะอาจเกิดการติดเชื้อเอดส์มาได้โดยที่เราไม่ได้ระวังตัว แม้แต่การไปสักตัวตามร้านต่าง ๆ ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ควรไม่ใช้เข็มด้วยกันเป็นทางที่ดีในการป้องกันไว้ก่อน ในกรณีที่ผู้หญิงหากเกิดการตั้งท้องควรรีบปรึกษาหมอ จะได้มวิธีป้องกันไม่ให้ติดไปยังลูกได้

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

HIV กับ AIDS เหมือนกันหรือไม่?

หลายคนอาจจะไม่ได้มีความสงสัยแต่อย่างใดเรื่องที่เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มองว่ามันคือสิ่งเดียว นั้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิดๆที่ว่าเมื่อตรวจพบว่าในร่างกายติดเชื้อเอชไอวีแล้ว จะเป็นโรคเอดส์ ต้องขอบอกในตรงนี้ให้ทราบกันไปเลยว่าระหว่าง เอชไอวี กับ เอดส์ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซึ่งเอชไอวีนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส แต่แปลกที่คนที่ส่วนใหญ่กลัวการเป็นมากกว่าโรคอื่นๆที่พบกันมากมายอย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวานที่น่ากลัวและรักษายากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการใดๆที่ไปสัมพันธ์กับโรคเอดส์ หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ร่างกายจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต แล้วจะหายไปเอง ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อจะไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะอาการเหล่านี้เป็นอารของระยะที่1 ซึ่งผู้ใดที่อยู่ในระยะนี้นั้นคือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ในขณะที่โรคเอดส์นั้น เป็นกลุ่มคนที่มีอาการต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาอีกทีหนึ่ง ที่เชื้อไวรัสนั้นได้เริ่มเข้าสู่ระยะของอาการที่มีความสัมพันธ์กับเอดส์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิต้านทานของร่างกายเรา เมื่อเม็ดเลือดขาวถูกเชื้อไวรัสทำลายนั้นเท่ากับว่า ระบบภูมิต้านทานของร่างกายก็จะต่ำลดลงมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และป่วยง่าย ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคชนิดอื่นๆเข้ามาภายในร่างกายได้ง่าย เช่น ปอดบวม วัณโรค หรือการเป็นโรคมะเร็งที่จะสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณมีอาการในช่วงแรกให้ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย หรืออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นอาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นจะเหมือนอาการปวดทั่วไปทำให้หลายคนคงไม่ทันสังเกต อย่างไรนั้นก็จะเข้าตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ให้กันตามตรงนั้นก็คือ เอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวเลย ทางการแพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารับประทาน หากทานยาครบและทำตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็จะสามารถมีชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป หรือในบางทีนั้นอาจจะมีอายุที่ยืนกว่า แข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปเลยก็ได้ เพียงแต่ร่างกายตอนนี้มีเชื้อเอชไอวีอยู่เท่านั้น

และถ้าหากรักษาไปเรื่อยๆก็จะสามารถหายขาดได้เช่นกัน สำหรับบุคคลรอบข้างก็หายห่วงเพราะเชื้อไวรัสนี้จะติดต่อกันทางสาบเลือดเท่านั้น การสัมผัส หรือ การทานอาหารร่วมกันจะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ รวมถึงหลายคนตั้งคำตามที่ว่า ถ้ายุงไปกัดคนที่มีเชื้อแล้วมายุงมากัดเราต่อ จะทำให้เราติดเชื้อหรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่นอน เพราะเชื้อนี้จะมีปฏิกิริยากับคนเท่านั้น เมื่อมันออกมาเจออากาศเชื้อก็ตายทันที แต่อย่างกังวลไปเลยเพราะยังมีอีกหลากหลายโรคที่ร้ายแรงกว่า

 

สนับสนุนโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

ตับอ่อนนั้นสำคัญอย่างไร

 ว่ากันว่าตับอ่อนนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูปร่างของปลาดุก โดยหากจะอธิบายให้เห็นภาพจากการยกตัวอย่างรูปร่างของปลาดุกนั้นก็จะสามารถอธิบายได้ว่าส่วนฝั่งบริเวณที่เรามองเห็นว่าเป็นหัวของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านขวาของตัวเราเองและสำหรับส่วนที่เห็นว่าเป็นหางของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านซ้ายซึ่งเป็นบริเวณที่ติดต่อกันกับอวัยวะอย่างม้ามนั่นเอง โดยจะมีหลอดเลือดเส้นใหญ่ที่ผ่านอยู่ในบริเวณตรงกลางของตับอ่อนอยู่เป็นจำนวนหลายเส้นเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะมาบอกเล่ากันถึงความสำคัญของตับอ่อนว่าเขามีหน้าที่อย่างไรในร่างกายของมนุษย์เรากันบ้าง

        เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนมากมายซึ่งทุกส่วนนั้นต่างก็มีการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าหากจะเปรียบร่างกายก็คงจะเปรียบได้กับเครื่องยนต์นั่นเองและหนึ่งในความสำคัญของร่างกายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์นั้นก็มีอวัยวะที่เรียกว่า “ตับอ่อน” ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนระบบในร่างกายของมนุษย์เราให้สามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างปกติในแต่ละวันได้นั่นเอง โดยตับอ่อนนี้เองก็มีหน้าที่ที่สำคัญมากๆนั่นก็คือตับอ่อนจะทำการสร้างน้ำย่อยออกมาเพื่อเป็นสารในการใช้เพื่อให้มีการย่อยอาหารในร่างกายได้นั่นเอง

โดยตับอ่อนจะมีกระบวนการในการทำงานที่เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมากๆด้วยการผลิตสารที่มีความจำเป็นในการใช้ย่อยอาหารอย่างเอนไซม์ออกมาเพื่อให้ร่างกายนั้นได้เอาไว้ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งจะมีการหลั่งน้ำย่อยหรือเอนไซน์นี้ผ่านเข้าไปยังลำไส้เล็ก และส่งผ่านไปในช่องทางท่อของตับอ่อนนั่นเอง

โดยอย่างที่เป็นที่ทราบกันบ้างอยู่ว่าน้ำย่อยนั้นถือว่าเป็นสารเอนไซม์ที่มีความสำคัญที่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมัน ย่อยสลายโปรตีน และย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตต่างๆที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายได้ด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่งหน้าที่ของตับอ่อนที่มีความสำคัญมากๆอีกเช่นกันก็คือตับอ่อนนั้นจะมีการสร้างหรือผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่าฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนกลูคากอนออกมาให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งประโยชน์จากฮอร์โมนทั้งสองนี้นั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของมนุษย์เรานั้นสามารถที่จะใช้น้ำตาลที่เรามีการบริโภคเข้าไปในร่างกายนั้นได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง

โดยความสำคัญของตับอ่อนนั้นถูกจัดให้เป็นต่อมไร้ท่อในระบบของร่างกายมนุษย์ที่มีการทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องสร้างและผลิตฮอร์โมนอย่างอินซูลินออกมาให้กับร่างกายได้ใช้เพื่อที่จะนำเอาฮอร์โมนนี้ไปทำการควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดต่อไปได้นั่นเอง และนอกจากนี้แล้วก็ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นๆอยู่อีกมากมายที่สามารถที่จะมีการร่วมกระบวนการกันในการทำหน้าที่ในการควบคุมเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดในร่างกายของมนุษย์เรานั้นให้สามารถที่จะเป็นภาวะสมดุลได้โดยมีการต้านทานฤทธิ์ของอินซูลินได้นั่นเอง

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวความสำคัญของตับอ่อนที่เป็นหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญในร่างกายที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์ของมนุษย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามร่างกายของเรานั้นยังมีส่วนอื่นๆอีกมายเช่นกันที่ต้องทำงานร่วมกันกับตับอ่อนและทุกๆอย่างจะมีการทำงานที่สอดคล้องกันหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความผิดปกติหรือสึกหรอไปแน่นอนว่าร่างกายก็ย่อมจะไม่ปกติแน่ ดังนั้นเราจึงควรที่จะระมีชัดระวังจะเอาใจใส่เรื่องความสำคัญของตับให้ดีด้วย

 

ขอบคุณบทความที่  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน  ให้นำมาเสนอ

คนท้องต้องบำรุง !!

สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ควรจะมีการดูแลใส่ใจร่างกายและอาหารการกิน เพราะในขณะที่เราตั้งครรภ์เรากินอะไรเข้าไปก็จะไปส่งผลต่อลูกในครรภ์ของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เกิดมาพร้อมกับความแข็งแรง ไม่จำป่วยง่าย เราจึงควรมีการดูแลลูกน้อยของเราเองตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ และยิ่งตอนที่ท้องเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นในช่วงนี้เองคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการกินของตัวเองให้มาก

ควรหาอาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่เรากินเข้าไป จะช่วยส่งเสริมกับการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองมาดูกันว่าคุณแม่ควรกินอาหารประเภทไหนบ้าง

  1. อาหารที่มีโปรตีนสูง  ในตอนที่กำลังท้องนั้นคุณแม่ควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนให้มากมาก เพราะเมื่อคุณแม่กินอาหารที่มีโปรตีนสูงเข้าไป สารอาหารนี้จะเข้าไปช่วยสร้างพวกกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยในท้องและที่สำคัญยังดูแลร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรง สามารถต้านทานเชื้อโรคทั้งไวรัสและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญสารอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะส่งตรงไปยังแม่และลูกคือได้ประโยชน์จากสารอาหารนี้ทั้งคู่เลย ซึ่งแหล่งโปรตีนสูงนี้จะได้แก  เนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเล
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง  หากกินเข้าไปจะไปช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข้งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่คุณแม่จะเป็นโรคโลหิตจางได้ด้วย และธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับทารกในครรภ์ให้มีร่างกายที่แข็งแรง ซ้ำยังจะช่วยให้คุณแม่ที่กำลังเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ไม่เพลียและเหนื่อยง่าย เราสามารถหากินธาตุเหล็กได้จาก  ตับ ไข่แดง ปลา ถั่ว ขนมปังโฮลวีตเป็นต้น
  3. ผักและผลไม้   ไม่ว่าจะเป็นตอนท้องหรือไม่ท้อง อาหารประเภทผักและผลไม้ก็สำคัญกับคนที่กินทั้งสิ้นและยิ่งสำหรับคนที่กำลังตั้งท้องยิ่งต้องกินให้มาก เพราะจะช่วยบำรุงร่างกายให้ทั้งแม่และเด็กในท้องแข็งแรง  ช่วยเรืองขบวนการสร้างร่างกายให้มีความเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ การกินผักและผลไม้ควรเลือกกินให้หลากหลายอย่างกินแค่อย่างใดอย่าหนึ่งเท่านั้น เพราะผลไม้และผักแต่ละอย่างอาจจะให้แร่ธาตุที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกินหลากหลายในแต่ละวันจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่า 

เห็นไหมคะว่า การกินก็มีประโยชน์กับคนที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก หากอยากคลอดลูกออกมาแล้วเป็นเด็กที่แข็งแรงและฉลาดควรเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร
ยาเลื่อนประจำเดือนไม่อาจจะใช้ชดเชยยาคุมได้ เพราะไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์
ยาเลื่อนประจำเดือน จะได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนที่มีรอบเดือนมาเป็นประจำ รวมทั้งทราบวันที่จะมีประจำเดือนที่แน่ๆ
สำหรับคนที่มีเลือดไหลแบบผิดปกติ ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจนซะก่อน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังอาการโรคได้
ยาเลื่อนรอบเดือน เป็นทางออกของผู้หญิงที่ไม่ต้องการให้การมีรอบเดือนมาเกิดเรื่องกวนใจเพราะว่าหลายคราที่ขอเลื่อนแผนท่องเที่ยว ขยับแล้วขยับอีกก็ไม่ลงตัว การหันไป “เลื่อนรอบเดือน” ก็เลยเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

ยาเลื่อนรอบเดือนออกฤทธิ์เช่นไร?
สตรีทุกๆ คนที่ถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีเลือดไหลจากช่องคลอดหรือรอบเดือน ในทุกๆ28-30 วัน โดยภายหลังจากมีรอบเดือนแล้วกรรมวิธีภายในร่างกายจะกระทำคัดเลือกไข่จัดเตรียมไว้กระทั่งไปถึงกึ่งกลางรอบเดือน สำหรับคนที่มีรอบเดือนตรงสม่ำเสมอทุกเดือน 28-30 วัน โดยประมาณวันที่ 14-15 นับตั้งแต่การมีรอบเดือนวันแรก จะเป็นวันตกไข่ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) ขึ้นมา ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับตัวอ่อน โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าเกิดว่าไม่มีการมีท้องเกิดขึ้น สมองจะสั่งให้หยุดสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนานั้น ก็จะหลุดออกมาทุกๆ เดือน

ยาเลื่อนรอบเดือน หรือ ยาเลื่อนเมนส์ เป็นฮอร์โมนกรุ๊ปโปรเจสเตอโรน ก็เลยช่วยปรับให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ดกตัวนั้นไม่หลุดออกมา สำหรับคนที่ปรารถนาเลื่อนรอบเดือน จำเป็นต้องทราบวันที่มีรอบเดือนของตนที่แน่ๆ อย่างเช่น เมนส์มาทุกวันที่ 29 แล้วก็มาบ่อยๆ 2-3 วัน แปลว่าไข่ตกโดยประมาณวันที่ 14-15 โดยเหตุนั้นถ้าหากต้องการเลื่อนรอบเดือนออกไปก็จำเป็นต้องทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงอยู่ โดยการบังคับธรรมชาติให้สร้างฮอร์โมนมาในตอนกึ่งกลางรอบเดือน ซึ่งทำได้ด้วยการกินฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป ตามปริมาณวันที่ปรารถนาจะเลื่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยหยุดรับประทานยา ซึ่งเมื่อหยุดยา เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมากลายเป็นประจำเดือน

2 พฤติกรรมยอดแย่ทำลายสมอง

ใครๆ ก็คงรู้ดีว่าพฤติกรรมไหนที่เรียกว่าดี พฤติกรรมไหนที่เรียกว่าไม่ดี แต่ตลกร้ายที่ทุกคนดันทำพฤติกรรมไม่ดี จนติดเป็นนิสัยเคยชินไปแล้ว และกลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่เฉยๆ ใครๆ ก็ทำกัน และน่าแปลกที่บางทีคนรอบข้างก็ไม่ได้คอยเตือนแต่อย่างใด วันนี้เรามีพฤติกรรมแย่ๆ 2 พฤติกรรมทำลายสมองมาเตือนทุกคนกัน

1. ฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายเจ็บป่วย
หลายคนบอกว่าชีวิตการทำงานมันต้องไปให้สุด ยิ่งตั้งใจทำงานมากเจ้านายยิ่งเอ็นดู ยิ่งขยันยิ่งต้องได้ผลตอบแทนที่ดี หรือ บางคนต้องมาทำงานเพราะกลัวว่าเจ้านายจะว่าถ้าลาป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ร่างกายกำลังเจ็บป่วยอยู่แต่ยังดื้อดึงฝืนลุกไปทำงาน จะทำให้สมองของคุณต้องทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า เนื่องจากสมองกำลังสั่งและประมวลผลให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับเชื้อโรค และต้องการการพักผ่อนเพื่อเยียวยาหรือซ่อมแซมส่วนที่สูยหายไปของร่างกายเพื่อให้อาการดีขึ้น ดังนั้นการฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย เท่ากับเป็นการทำร้ายสมองของคุณเองเช่นกัน

2. เซิร์ชกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย
ในยุคสมัยที่คิดอะไรไม่ออก หรือ อยากรู้อะไรก็เซิร์จหาในกูเกิ้ล เรียกได้ว่าอาการเจ็บป่วยแบบนี้คืออะไรก็ต้องพึ่งพากูลเกิ้ล ไม่ยอมไปหาหมอซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะในอดีตนั้นความจำของเราจะถูกสร้างจากการท่องจำ ได้เขียน หรือ อ่าน ข้อความนั้นบ่อยๆ และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำระยะยาว จนกระทั่งเมื่อโลกนี้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก กูเกิ้ล ส่งผลในด้านความทรงจำ เพราะทำให้คุณมีความจำสั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการจำคำศัพท์ หรือ ข้อมูลสั้น ๆ หลายคนก็ไม่สามารถจำได้แล้ว ดังนั้นพฤติกรรมที่คิดอะไรไม่ออก ก็เซิร์จกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย ก็อาจจะต้องเพลา ๆ ลงบ้าง

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบคืออะไร ?
โรคปอดอักเสบ (pneumonitis) คือ อาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน และปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ
– ไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดโดยตรง
– การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร
– ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือ
– ไอมีเสมหะ
– เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
– หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
– มีไข้ เหงื่อออก
– หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลีย

หากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามหากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย

ข้อแนะนำการดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบ
1. ไม่สูบบุหรี่
2. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้เพื่อ สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

โรคตับที่ใครๆก็มองข้ามไม่ค่อยระวังกันเท่าที่ควร ทั้งๆที่มันสำคัญมากพอๆกับอวัยวะอื่น เพราะหากมีการเป็นโรคเกี่ยวกับตับแล้วมันจะเป็นเรื่องที่หนักเอาการเลยแหละ อย่างเช่นการเป็นตับแข็ง

โรคตับแข็ง นั้นก็คือการที่เนื้อเยื่อของตับนั้นถูกทำลายแบบต่อเนื่องและใช้เวลาในการทำร้ายนานพอสมควร ซึ่งอาจจะเกิดได้หลากหลายสาเหตุด้วยกัน

อาทิเช่นการเป็นแผลและเป็นพังผืดชึ้นมา ซึ่งมันจะก่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติต่อตับและจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้นอีกด้วย ซึ่งนั้นจะหมายถึงการทำงานของตับอาจหยุดได้เช่นกัน และนั้นก็คือที่มาของคำว่าสภาวะตับวายเฉียบพลับ

โดยทั่วไปแล้วตับของเราจะเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญในร่างกายมากเพราะต้องทำงานกระจายระบบต่างๆในร่างกาย อย่างเช่นการช่วยผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดและยังคอยขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน คอยผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการย่อยสลายไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่เมื่อตับของเราทำงานลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอื่นๆตามมา

 

โรคตับของเรานั้นไม่สามารถระบุอาการเฉพาะตัวของมันได้ ซึ่งช่วงแรกๆอาจจะไม่ทราบถึงอาการก็เป็นได้ หรือหากมีอาการก็อาจจะแสดงออกมาค่อนข้างน้อยมาก แต่เมื่อตับของเราถูกทำลายมากขึ้นเลื่อยๆ อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มตามมาเช่น มีอาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย คันตามผิดหนัง คลื่นไส้ หรืออาเจียน เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด เกิดลอยข้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ ตัวเหลืองและตาเหลือง หรือมีอาการทางสมอง

ดื่มนมอาจเป็นอันตราย หากคุณแพ้ “แลคโตส”

ประโยชน์ที่ทุกคนรู้ของ “นม” คือมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไปที่จะต้องถ่ายเหลวทุกครั้งที่ดื่มนม เพราะมันอาจเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายของคุณกำลังแพ้ “แลตโตส” ในนม

แลคโตส คืออะไร?
แลคโตส คือ น้ำตาลชนิด น้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทั้งสองชนิด ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส รวมกัน

น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลที่พบได้ในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว นมแพะ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ รวมไปถึงนมแม่ หรือขนมที่มีส่วนผสมของนมเป็นส่วนประกอบด้วย

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

อาการในบางรายจะมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ภาวะไม่ทนต่อการย่อยแลคโตส” หรือ “ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ” ซึ่งหลังจากดื่มนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายบางคนไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้นั้นอาจจะเกิดมาจากการที่ลำไส้เล็กไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เพียงพอ จึงทำให้น้ำตาลแลคโตสไม่ได้ถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมโลกุลเดี่ยว  ร่างกายที่ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลแลคโตสได้ จึงส่งผ่านต่อไปที่ลำไส้ใหญ่เลยทันที เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เข้าย่อยแลคโตสแทน และเกิดเป็นแก๊ส กับของเหลวในลำไส้ จนทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

สัญญาณอันตราย คุณอาจแพ้ “แลคโตส” ในนม

  • แน่นท้อง ท้องอืด
  • ปวดท้อง
  • ผายลมบ่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว

ใครแพ้แลคโตสได้บ้าง?
ไม่ว่าคุณจะเพศอะไร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร คุณก็สามารถแพ้แลคโตสได้

แพ้ “แลคโตส” ในนม แต่อยากดื่มนม ทำอย่างไร?

น้ำตาลแลคโตสนั้นมีเฉพาะในน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้นคนที่มีอาการแพ้แลคโตสจึงอาจจะดื่มนมที่ทำจากถั่วแทน เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ เป็นต้น

แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไกล ได้มีการผลิตนมวัวชนิด free-lactose หรือไม่มีน้ำตาลแลคโตส ออกมาวางจำหน่ายมากขึ้น และหาซื้อได้สะดวกมากขึ้น และนอกจากนี้อาการแพ้แลคโตสสามารถบรรเทาหรือทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ฝึก” ร่างกายให้เคยชินกับแลคโตสมากขึ้นทีละนิดๆ จากการสังเกตอาการของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังดื่มนมเพียงเล็กน้อย โดยสังเกตว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เช่น อาจจะปวดท้องหลังดื่มนมในขณะท้องว่าง หรือท้องเสียเสมอเมื่อดื่มนมเกิน 1 แก้ว แล้วจึงค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนวิธีดื่มรวมถึงปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม โดยอาจหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่าง เลือกดื่มนมระหว่างมื้ออาหารโดยอาจะค่อยๆ จิบทีละนิด  เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติให้หยุดดื่ม แล้วลดปริมาณลงในครั้งถัดไป การทำแบบนี้อาจจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้ชินขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสอาจมีความเสี่ยงได้รับแคลเซียม หรือVitamin D ไม่เพียงพอ เนื่องจากดื่มนมแล้วมีอาการแพ้ จึงควรดื่มนมจากถั่ว หรือหาวิธีทดแทนแคลเซียมที่ขาดหายไปจากการดื่มนม เช่น อาจทานวิตามินเสริม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง  หากไม่แน่ใจว่าร่างกายของตัวเองสามารถย่อยแลคโตสได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและขอคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างละเอียด