Category สุขภาพทั่วไป

เลิกกินของหวานจัด

ไม่อยากแก่ ไม่อยากเหี่ยว ไม่อยากอ้วน ให้เลิกกินของหวานจัด และน้ำตาล สิ!

เชื่อหรือไม่ว่าการที่เรากินน้ำหวาน ขนม หวาน หรืออาหารที่รสชาติหวานจัดๆ นั้นส่งผลต่อร่างกายเรามากเลยนะ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเราโดยตรงเลย แถมทำให้เราแก้ มีผิวเหี่ยวง่ายและอ้วนได้ง่ายมากๆ เลยนะ ดังนั้นเพื่อนๆที่ไม่อยากเจอปัญหา ผิวเหี่ยว แก่เร็ว หรือ อ้วน เพื่อนๆ ควรเลิกน้ำตาล หรือ รสหวานจัดได้แล้วนะ 

วันนี้เราจะมาบอกสัญญาณต่างๆที่ร่างกาย เริ่มมีการติดหวานหรือ ติดน้ำตาล มาให้ดูว่าเป็นอย่างไรกันค่ะ 

อยากกินอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต หรือ แป้ง เบเกอร์รี่ บ่อยๆ การที่เพื่อนๆมีอาการแบบนี้ ในช่วงสายๆ หรือ ช่วงบ่ายๆ ที่หิว แต่ดันอยากกินคาร์โบไฮเดรตหรือ แป้ง เบเกอร์รี่ต่างๆ นั้น แสดงว่าร่างกายเพื่อนๆ เริ่มติดน้ำตาลแล้วนะ เพราะการที่เรากินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง หรือ จำพวกเบเกอร์รี่ การย่อยภายในร่างกายของเรา มันจะย่อยออกมาเป็นน้ำตาลยังไงละ นั้นแปลว่าหากเพื่อนๆ อยากกินอาหารแบบนี้แสดงว่าเริ่มติดน้ำตาลแล้วนะ แนะนำว่าหากเพื่อนๆอยากกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ให้เลือกเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือ แป้งเชิงซ้อน ในมื้อหลัก เพื่อนๆจะลดความยากตรงนี้ไปได้

อยากกิน เครื่องดื่มต่างๆ ที่ให้ความหวาน การที่เพื่อนๆ กินเครื่องดื่มที่แม้แต่จะใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล บ่อยๆ นั้นเป็นสัญญาณที่เตือนเพื่อนๆ แล้วนะว่ากำลังจะเข้าสู่การติดน้ำหวานนั้นเอง เพราะถึงแม้ว่าเครื่องดื่มที่เพื่อนๆได้กินตอนนี้จะไม่ได้ใส่น้ำตาลจริงๆ แต่มันก็มีความหวาน ซึ่งมันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เพื่อนๆ กินหวาน และการที่เพื่อนๆ กินความหวานเรื่อยๆ ก็ไม่สามารถเลิกกินน้ำตาลหรือของหวานได้แน่ๆ เพราะฉะนั้น ควรจะเลิกหรือลดด่วนเลย

กินอาหารคาว เสร็จอยากต่อด้วยของหวาน อันนี้ก็ไม่แปลกเลยที่จะบ่งบอกว่าเพื่อนๆ เริ่มติดของหวาน เพราะหากการที่เพื่อนๆกินอาหารคาวเสร็จทีไร แล้วก็อยากจะหาของหวานกินต่อแบบนี้แล้วละก็ นั้นละ คือการติดน้ำตาล แล้วนะ แนะนำว่าถ้าเราเลิกการกินของหวานไม่ได้ เราก็ควรตั้งกฎไปเลยว่าเราจะกินแค่เดือนหลังครั้งหรือ กิน 2 อาทิตย์ครั้งพอ เพราะขนมหวานพวกนี้กินมากๆ คือการที่เราได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายอย่างมหาศาลเลยนะ 

นอน    นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่ค่อยสนิท คืออีกอาการที่ร่างกายเริ่มบอกแล้วว่าเพื่อนๆนั้นติดหวาน หรือ ติดน้ำตาล เพราะว่าการที่เรานอนหลับไม่สนิทหรือ นอนไม่ค่อยหลับ นั้นเป็นเพราะว่าเรามีการกินน้ำตาลเข้าไปก่อนช่วงที่จะเข้านอน ซึ่งพอถึงเวลานอนแล้วร่างกายยังคงพยายามย่อยมันอยู่ และนี่ละคือสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเราหลับไม่สนิท  

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    เว็บหวยหุ้นไทย 4 รอบ

ทิชชู่เปียก

ในปัจจุบันมลภาวะทางอากาศค่อนข้างรุนแรงสิ่งที่ติดกระเป๋าคนส่วนใหญ่คงจะหนีไม่พ้นทิชชู่เปียกแน่ๆ เพราะเปียกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถใช้เช็ดหรือขจัดสิ่งสกปรกที่ไม่พึงประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาเช็ดหน้า เช็ดมือ หรือเช็ดสิ่งของ เป็นต้น และทิชชู่เปียกในสมัยนี้สามารถพกพาได้อย่างสะดวก

เนื่องจากการออกแบบที่เหมาะกับการพกพา แต่ทิชชู่เปียกนั้นมีหลากหลายประเภท ดังนั้นเราควรจะเลือกทิชชู่เปียกให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย ทิชชู่เปียกนั้นถือเป็นที่นิยมที่จะมานำมาใช้เช็ดส่วนต่างๆเพราะว่าทิชชู่เปียกมีส่วนประกอบหลักคือน้ำทำให้เวลาที่นำมาเช็ดมือนั้นช่วยให้มือหรือส่วนที่เช็ดนั้นมีความชุมชื้นไม่แห้งกร้านด้วย

โดยทิชชู่เปียกนั้นมีวางจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาดสามารถหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ซูเปอร์มาเก็ต หรือในร้านค้าออนไลน์ก็มี แต่ทิชชู่เปียกนั้นมีหลากหลายยี่ห้อและหลากหลายชนิด มาดูกันว่าเราควรเลือกทิชชู่เปียกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเรา โดยจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1.ทิชชู่เปียกที่ใช้สำหรับเช็ดมือ ทิชชู่เปียกที่สำหรับการนำมาใช้เช็ดมือนั้น ควรประกอบไปด้วยน้ำอย่างน้อง 99% และควรมีสารที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคหรือแอลกอฮอร์ผสมด้วย เพราะมือของเรานั้นเป็นที่สะสมสิ่งสกปรกไว้และเมื่อใช้เสร็จควรทิ้งทันทีไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ เพราอาจจะทำให้เกิดการติดต่อของเชื้อโรคได้ ควรใช้ทิชชู่เปียกเช็ดมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการเอามือไปหยิบจับอาหารอาจจะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ด้วย

2.ทิชชู่สำหรับเช็ดผิวกาย โดยจะแยกเป็นของผู้ใหญ่และเด็ก โดยทิชชู่เปียกสำหรับผิวกายนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าทิชชู่เปียกที่ใช้สำหรับเช็ดมือ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานเพราะการนำมาเช็ดตัวนั้นถ้าทิชชู่มีขนาดเล็กก็อาจจะทำให้เปลืองเนื่องจากอาจจะต้องใช้หลายชิ้น แต่หากมีขนาดใหญ่แล้วนั้นก็สามารถเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกเพียงชิ้นเดียวได้เลย แต่ราคาทิชชู่เปียกสำหรับเช็ดผิวกายนั้นจะมีราคาสูงกว่าทิชชู่เปียกชนิดอื่นๆ เพราะเนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นผ้าสังเคราะห์อย่างดี เพื่อให้เหาะกับผิวกายและไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่ผิว ความแตกต่างของทิชชู่เปียกของผู้ใหญ่และของเด็กนั้นก็คือของเด็กนั้นจะมีความอ่อนโยนกว่าของผู้ใหญ่เพราะเด็กผิวบอบบางกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง 

3.ทิชชู่เปียกสำหรับผิวหน้า แน่นอนว่าผิวหน้าเป็นส่วนบอบบางบางที่สุด การเลือกทิชชู่เปียกให้เหมาะกับผิวหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ จึงต้องเลือกทิชชู่สำหรับผิวหน้าที่มีความอ่อนโยนและไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ เพราะหากมีส่วนผสมของแอลกอฮร์อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยลาว4ตัวเล่นยังไง

รักษาโรคกระเพาะอาหารด้วยสมุนไพรธรรมชาติ

ผู้คนส่วนมากมักจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารโดยที่ไม่รู้ตัว สาเหตุหลัก ๆนั้นมาจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไป และที่สำคัญคือการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ครบ 3 มื้อ ก็จะทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารขึ้นได้ มีทั้งในระยะเริ่มต้นที่เป็นแค่อาการอักเสบเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานจะเกิดอาการเรื้อรังทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

หากเรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา น้ำย่อยภายในร่างกายของเราที่ทำงานอย่างตรงต่อเวลาเป็นอย่างมากก็จะมาทำการย่อยอาหาร แต่หากไม่มีอาหารที่อยู่ภายในกระเพาะ กรดของน้ำย่อยก็จะค่อย ๆทำลายกระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการอักเสบได้

การรักษาโรคกระเพาะอาหารนั้นหากเป็นในระยะแรก ๆโดยมีอาการไม่มากนัก อาจปรับเปลี่ยนเวลาในการรับประทานอาหารให้เป็นเวลาขึ้น และเลือกรับประทานอาหารที่มีรสไม่จัด อาการก็จะค่อย ๆดีขึ้นเองได้ แต่หากในระยะที่รุนแรงมีอาการปวดท้องมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา ทั้งนี้ผู้ที่เป็นในระเริ่มต้นอาจรับประทานสมุนไพรธรรมชาติร่วมด้วยก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดท้อง จุก เสียด ของโรคกระเพาะอาหารลงได้

 

  • ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน สามารถช่วยลดอาการจุก เสียด ของโรคกระเพาะอาหาร เพราะมีฤทธิ์ในการช่วยขับลมภายในกระเพาะอาหารออก โดยการนำขมิ้นชันมาบดเป็นผงให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำผึ้งแท้ เติมน้ำอุ่นเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหาร 3 มื้อ รับประทานจนครบ 1 สัปดาห์ อาการต่าง ๆจะค่อย ๆดีขึ้น 
  • ว่านหางจระเข้ มีฤทธิ์เทียบเท่ากับยาแก้อักเสบ จึงสามารถช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหารจากโรคกระเพาะได้ โดยการนำต้นว่านหางจระเข้มาฝาน เอาแต่วุ้นข้างใน แบ่งครึ่งรับประทาน 2 ครั้ง จะช่วยลดอาการอักเสบลงได้
  • ลูกยอ การรับประทานลูกยอสามารถช่วยลดกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการจุก เสียด และสำหรับผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ลูกยอก็ยังมีฤทธิ์ในการช่วยทำให้แผลนั้นหายเร็วขึ้นได้อีกด้วย
  • กล้วยน้ำว้าดิบ หากรับประทานกล้วยน้ำว้าที่สุกแล้วจะมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย แต่หากนำกล้วยน้ำว้าดิบมาฝานออกบาง ๆ แล้วนำมาตากแดด แต่ต้องเป็นแดดที่ไม่จัดมากนักเพราะจะทำให้สารบางชนิดที่มีประโยชน์ในกล้วยน้ำว้าดิบหายไป เมื่อแน่ใจว่าแห้งจนสนิทแล้วนำมาบดให้ละเอียด เก็บไว้ผสมกับน้ำผึ้งแท้รับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนการรับประทานอาหารจะเห็นผลได้ดีที่สุด

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารวิธีที่จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นหรือหายได้อย่างรวดเร็ว คือ ควรมีวินัยในการรับประทานอาหารให้ตรงต่อเวลา เพียงเท่านี้สุขภาพของคุณก็จะปลอดภัยจากโรคกระเพาะอาหารแล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

เพิ่มภูมิต้านทานด้วยการนอน

การนอนดีคือยาวิเศษที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ในยุคที่มีการระบาดและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆนั้นกำลังโจมตีมนุษย์ไปทั่วโลกด้วยโรคระบาดที่ร้ายแรงนั่นเอง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่เรานั้นจะต้องพยายามแลหาวิถีทางแนวทางในการที่จะป้องกันอันตรายและต่อสู้กับเชื้อโรคหรือโรคระบาดเหล่านี้นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดค้นหาวิธีรักษาในด้านวัคซีนก็ดีหรือยารักษาโรคก็ดี

ในขณะที่เรานั้นกำลังรอในส่วนแนวหน้าที่กำลังคอดวิธีการเพื่อรักษาและป้องกันช่วยเหลือในโรคระบาดนี้นั้นสิ่งที่ทุกคนสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองก็คือการสร้างเกราะเพื่อป้องกันจากภายในสู่ภายนอกนั่นเองหรือการเพิ่มภูมิต้านทานของเราและหนึ่งในวิธีการที่จะสามารถสร้างภูมต้านทานที่ได้ประสิทธิภาพแประสิทธิผลสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสร้าง นั่นก็คือการนอนนั่นเอง เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การนอนนั้นมีเบื้องหลังและมีหลายสิ่งเกิดขึ้นในเวลาที่เรานั้นหลับไปแล้ว เมื่อเราหลับไปนั้นเราจะไม่รู้สึกตัวแต่เซลล์ต่างๆในร่างกายเรานั้นก็จะมีการทำงานเป็นกะเช่นกัน โดยการนอนนั้นถูกควบคุมโดยสมองในสมองคนเรานั้นในส่วนตรงกลางจะมีสมองส่วนที่ถูกเรียกว่าเอสซีเอ็น

โดยตรงนี้นั้นเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ในสมองที่มีการควบคุมในเรื่องการนอนและจะมีศูนย์ย่อยๆอยู่ทั่วตัวด้วยคือในอวัยวะต่างๆ  เช่น ตับ ไต หัวใจ เป็นต้น และศูนย์บัฐชาการการนอนนั้นจะถูกควบคุมการนอนที่เรียกว่า เซอร์คาเดียนรามหรือนาฬิกาในร่างกายนั่นเอง เมื่อเรามีศูนย์บัญชาการเราจะต้องรับสัญญาณ การรับสัญญาณนั้นก็จะมาจากส่วนต่างๆ เช่น ลูกตาเราหรือดวงตาดวงตาจะมีการรับแสงเข้ามาที่จอประสาทตาส่งสัญญาณไปที่เอสซีเอ็นและมีการส่งสัญญาณไปต่อที่ต่อมไพเนียลแกรนด์เป็นส่วนที่อยู่ในสมองเช่นกัน

ต่อมนี้เองก็จะหลั่งฮอร์โมนการนอนที่ชื่อว่าเมลาโทนินและยังมีการส่งสัญญาณต่อไปอีกยังต่อมหมวดไตที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความเครียด ทำให้ความเครียดนั้นเป็นสิ่งที่มีผลต่อการนอนนั่นเอง และความเครียดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถส่งผลอย่างมากกับเรื่องการนอน

การนอนหลับนั้นจึงมีปัจจัยนอกจากความเครียดก็คือ แสง ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากมือถือหรือคอม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นมีผลต่อการนอนหลับอย่างแน่นอนและอาหาร แน่นอนว่าอาหารที่ไม่เหมาะสมย่อมมีผลต่อการนอนหลับเช่นกันและสิ่งที่มีผลเหล่านั้นมักเป็นสิ่งที่เราชอบกินทั้งสิ้น เช่นน้ำตาล เกลือ อาหารทอดอาหารมัน ล้วนมีผลต่อการนอนทั้งสิ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

อาการของโรคเอดส์

โดยอาการคนป่วยที่ได้รับเชื้อเอดส์นี้แล้ว ที่เกิดจากการถูกเชื้อเข้าไปทำลายร่างกาย ส่งผลให้คนป่วยเกิดอาการที่คนรอบข้างสามารสังเกตุเห็นกันได้ อย่างเช่น บางคนอาจมีร่างกายผอมลงทันที เนื่องจากเกิดการคิดมาก ภาวะจิตใจเริ่มไม่ดี ทำให้การกินอาหารเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางคนถึงขั้นอาจจะฆ่าตัวตายก็มี ดังนั้นคนรอบข้างที่อยู่กับคนป่วยโรคนี้ควรให้กำลังที่ดี อาจช่วยให้สภาพจิตใจของคนป่วยรู้สึกดีขึ้น ทำให้รู้สึกวิตกกังวนน้อยลง ดังนั้นคนที่ป่วยโรคเอดส์คนใส่ใจในการดูแลสภาพจิตใจของตนเองให้ดี 

โรคเอดส์นี้เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแล้วระดับการป่วยจะแบ่งได้ 3 ระยะ

  • หากคนป่วยได้รับเชื้อเอดส์มาแล้วระยะเริ่มต้นนั้นจะแสดงอาการรู้สึกตัวว่ามีไข้ขึ้น มีอาการเจ็บคอ ปวดหัว ปวดเนื้อปวดตัวตามด้วย โดยจะเป็นอาการป่วยของคนไข้ทั่วไป บางคนยังอาจไม่รู้ตัวเองว่าเป็นเอดส์หากไม่ไปทำการตรวจ น้อยคนที่จะรู้ก็จะคิดว่าตนเองป่วยธรรมดาไม่มีการติดเชื้อเอดส์มานั้นเอง
  • ระยะต่อมาระยะที่สอง ก็ถือว่าเป็นระยะที่ยังไม่มีอาการแสดงให้เห็นว่าร่างกายมีการทรุดกว่าเดิมเท่าไร คนป่วยเอดส์ยังมีแรงทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ในร่างกายเชื้อที่เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวก็ยังคงทำลายไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่หนักเท่าไร 
  • ระยะสุดท้ายอาการคนป่วยเอดส์จะเริ่มมีอาการให้เห็นอย่างชัดเจน เนื้องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มทำงานไม่ไหว ระยะนี้ส่งผลให้คนป่วยมีอาการเริ่มทรุดหนักทันที โดยอาการหลัก ๆ ก็ยังคงมีไข้อยู่ตลอด เริ่มทำงานอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงเหนื่อยง่าย ช่วงระยะนี้จะเริ่มกินข้าวกินอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะผอมลงยังเห็นได้ชัดมาก บางคนเริ่มมีอาการท้องร่วงมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงให้เห็นว่ามีแผลตามปากตามลิ้นขึ้นมา เป็นอาการที่อยู่ในช่วงหนักสุด ระยะนี้คนป่วยโรคเอดส์อาจมีขั้นถึงตายได้

การป้องกันจากโรคเอดส์

สิ่งสำคัญที่สุดการในป้องกันไม่ให้ตนเองได้รับเชื้อเอดส์นั้นคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อเอดส์ หากมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่รู้ว่าคนนั้นติดเอดส์ ควรร็จักการป้องตนเอง ควรระมัดระวังในการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น เพราะอาจเกิดการติดเชื้อเอดส์มาได้โดยที่เราไม่ได้ระวังตัว แม้แต่การไปสักตัวตามร้านต่าง ๆ ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ควรไม่ใช้เข็มด้วยกันเป็นทางที่ดีในการป้องกันไว้ก่อน ในกรณีที่ผู้หญิงหากเกิดการตั้งท้องควรรีบปรึกษาหมอ จะได้มวิธีป้องกันไม่ให้ติดไปยังลูกได้

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

HIV กับ AIDS เหมือนกันหรือไม่?

หลายคนอาจจะไม่ได้มีความสงสัยแต่อย่างใดเรื่องที่เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มองว่ามันคือสิ่งเดียว นั้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิดๆที่ว่าเมื่อตรวจพบว่าในร่างกายติดเชื้อเอชไอวีแล้ว จะเป็นโรคเอดส์ ต้องขอบอกในตรงนี้ให้ทราบกันไปเลยว่าระหว่าง เอชไอวี กับ เอดส์ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซึ่งเอชไอวีนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส แต่แปลกที่คนที่ส่วนใหญ่กลัวการเป็นมากกว่าโรคอื่นๆที่พบกันมากมายอย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวานที่น่ากลัวและรักษายากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการใดๆที่ไปสัมพันธ์กับโรคเอดส์ หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ร่างกายจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต แล้วจะหายไปเอง ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อจะไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะอาการเหล่านี้เป็นอารของระยะที่1 ซึ่งผู้ใดที่อยู่ในระยะนี้นั้นคือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

ในขณะที่โรคเอดส์นั้น เป็นกลุ่มคนที่มีอาการต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาอีกทีหนึ่ง ที่เชื้อไวรัสนั้นได้เริ่มเข้าสู่ระยะของอาการที่มีความสัมพันธ์กับเอดส์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิต้านทานของร่างกายเรา เมื่อเม็ดเลือดขาวถูกเชื้อไวรัสทำลายนั้นเท่ากับว่า ระบบภูมิต้านทานของร่างกายก็จะต่ำลดลงมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และป่วยง่าย ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคชนิดอื่นๆเข้ามาภายในร่างกายได้ง่าย เช่น ปอดบวม วัณโรค หรือการเป็นโรคมะเร็งที่จะสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณมีอาการในช่วงแรกให้ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย หรืออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นอาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นจะเหมือนอาการปวดทั่วไปทำให้หลายคนคงไม่ทันสังเกต อย่างไรนั้นก็จะเข้าตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ให้กันตามตรงนั้นก็คือ เอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวเลย ทางการแพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารับประทาน หากทานยาครบและทำตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็จะสามารถมีชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป หรือในบางทีนั้นอาจจะมีอายุที่ยืนกว่า แข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปเลยก็ได้ เพียงแต่ร่างกายตอนนี้มีเชื้อเอชไอวีอยู่เท่านั้น

และถ้าหากรักษาไปเรื่อยๆก็จะสามารถหายขาดได้เช่นกัน สำหรับบุคคลรอบข้างก็หายห่วงเพราะเชื้อไวรัสนี้จะติดต่อกันทางสาบเลือดเท่านั้น การสัมผัส หรือ การทานอาหารร่วมกันจะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ รวมถึงหลายคนตั้งคำตามที่ว่า ถ้ายุงไปกัดคนที่มีเชื้อแล้วมายุงมากัดเราต่อ จะทำให้เราติดเชื้อหรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่นอน เพราะเชื้อนี้จะมีปฏิกิริยากับคนเท่านั้น เมื่อมันออกมาเจออากาศเชื้อก็ตายทันที แต่อย่างกังวลไปเลยเพราะยังมีอีกหลากหลายโรคที่ร้ายแรงกว่า

 

สนับสนุนโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

ตับอ่อนนั้นสำคัญอย่างไร

 ว่ากันว่าตับอ่อนนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูปร่างของปลาดุก โดยหากจะอธิบายให้เห็นภาพจากการยกตัวอย่างรูปร่างของปลาดุกนั้นก็จะสามารถอธิบายได้ว่าส่วนฝั่งบริเวณที่เรามองเห็นว่าเป็นหัวของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านขวาของตัวเราเองและสำหรับส่วนที่เห็นว่าเป็นหางของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านซ้ายซึ่งเป็นบริเวณที่ติดต่อกันกับอวัยวะอย่างม้ามนั่นเอง โดยจะมีหลอดเลือดเส้นใหญ่ที่ผ่านอยู่ในบริเวณตรงกลางของตับอ่อนอยู่เป็นจำนวนหลายเส้นเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะมาบอกเล่ากันถึงความสำคัญของตับอ่อนว่าเขามีหน้าที่อย่างไรในร่างกายของมนุษย์เรากันบ้าง

        เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนมากมายซึ่งทุกส่วนนั้นต่างก็มีการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าหากจะเปรียบร่างกายก็คงจะเปรียบได้กับเครื่องยนต์นั่นเองและหนึ่งในความสำคัญของร่างกายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์นั้นก็มีอวัยวะที่เรียกว่า “ตับอ่อน” ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนระบบในร่างกายของมนุษย์เราให้สามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างปกติในแต่ละวันได้นั่นเอง โดยตับอ่อนนี้เองก็มีหน้าที่ที่สำคัญมากๆนั่นก็คือตับอ่อนจะทำการสร้างน้ำย่อยออกมาเพื่อเป็นสารในการใช้เพื่อให้มีการย่อยอาหารในร่างกายได้นั่นเอง

โดยตับอ่อนจะมีกระบวนการในการทำงานที่เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมากๆด้วยการผลิตสารที่มีความจำเป็นในการใช้ย่อยอาหารอย่างเอนไซม์ออกมาเพื่อให้ร่างกายนั้นได้เอาไว้ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งจะมีการหลั่งน้ำย่อยหรือเอนไซน์นี้ผ่านเข้าไปยังลำไส้เล็ก และส่งผ่านไปในช่องทางท่อของตับอ่อนนั่นเอง

โดยอย่างที่เป็นที่ทราบกันบ้างอยู่ว่าน้ำย่อยนั้นถือว่าเป็นสารเอนไซม์ที่มีความสำคัญที่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมัน ย่อยสลายโปรตีน และย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตต่างๆที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายได้ด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่งหน้าที่ของตับอ่อนที่มีความสำคัญมากๆอีกเช่นกันก็คือตับอ่อนนั้นจะมีการสร้างหรือผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่าฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนกลูคากอนออกมาให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งประโยชน์จากฮอร์โมนทั้งสองนี้นั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของมนุษย์เรานั้นสามารถที่จะใช้น้ำตาลที่เรามีการบริโภคเข้าไปในร่างกายนั้นได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง

โดยความสำคัญของตับอ่อนนั้นถูกจัดให้เป็นต่อมไร้ท่อในระบบของร่างกายมนุษย์ที่มีการทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องสร้างและผลิตฮอร์โมนอย่างอินซูลินออกมาให้กับร่างกายได้ใช้เพื่อที่จะนำเอาฮอร์โมนนี้ไปทำการควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดต่อไปได้นั่นเอง และนอกจากนี้แล้วก็ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นๆอยู่อีกมากมายที่สามารถที่จะมีการร่วมกระบวนการกันในการทำหน้าที่ในการควบคุมเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดในร่างกายของมนุษย์เรานั้นให้สามารถที่จะเป็นภาวะสมดุลได้โดยมีการต้านทานฤทธิ์ของอินซูลินได้นั่นเอง

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวความสำคัญของตับอ่อนที่เป็นหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญในร่างกายที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์ของมนุษย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามร่างกายของเรานั้นยังมีส่วนอื่นๆอีกมายเช่นกันที่ต้องทำงานร่วมกันกับตับอ่อนและทุกๆอย่างจะมีการทำงานที่สอดคล้องกันหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความผิดปกติหรือสึกหรอไปแน่นอนว่าร่างกายก็ย่อมจะไม่ปกติแน่ ดังนั้นเราจึงควรที่จะระมีชัดระวังจะเอาใจใส่เรื่องความสำคัญของตับให้ดีด้วย

 

ขอบคุณบทความที่  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน  ให้นำมาเสนอ

คนท้องต้องบำรุง !!

สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ควรจะมีการดูแลใส่ใจร่างกายและอาหารการกิน เพราะในขณะที่เราตั้งครรภ์เรากินอะไรเข้าไปก็จะไปส่งผลต่อลูกในครรภ์ของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เกิดมาพร้อมกับความแข็งแรง ไม่จำป่วยง่าย เราจึงควรมีการดูแลลูกน้อยของเราเองตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ และยิ่งตอนที่ท้องเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นในช่วงนี้เองคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการกินของตัวเองให้มาก

ควรหาอาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่เรากินเข้าไป จะช่วยส่งเสริมกับการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองมาดูกันว่าคุณแม่ควรกินอาหารประเภทไหนบ้าง

  1. อาหารที่มีโปรตีนสูง  ในตอนที่กำลังท้องนั้นคุณแม่ควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนให้มากมาก เพราะเมื่อคุณแม่กินอาหารที่มีโปรตีนสูงเข้าไป สารอาหารนี้จะเข้าไปช่วยสร้างพวกกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยในท้องและที่สำคัญยังดูแลร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรง สามารถต้านทานเชื้อโรคทั้งไวรัสและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญสารอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะส่งตรงไปยังแม่และลูกคือได้ประโยชน์จากสารอาหารนี้ทั้งคู่เลย ซึ่งแหล่งโปรตีนสูงนี้จะได้แก  เนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเล
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง  หากกินเข้าไปจะไปช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข้งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่คุณแม่จะเป็นโรคโลหิตจางได้ด้วย และธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับทารกในครรภ์ให้มีร่างกายที่แข็งแรง ซ้ำยังจะช่วยให้คุณแม่ที่กำลังเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ไม่เพลียและเหนื่อยง่าย เราสามารถหากินธาตุเหล็กได้จาก  ตับ ไข่แดง ปลา ถั่ว ขนมปังโฮลวีตเป็นต้น
  3. ผักและผลไม้   ไม่ว่าจะเป็นตอนท้องหรือไม่ท้อง อาหารประเภทผักและผลไม้ก็สำคัญกับคนที่กินทั้งสิ้นและยิ่งสำหรับคนที่กำลังตั้งท้องยิ่งต้องกินให้มาก เพราะจะช่วยบำรุงร่างกายให้ทั้งแม่และเด็กในท้องแข็งแรง  ช่วยเรืองขบวนการสร้างร่างกายให้มีความเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ การกินผักและผลไม้ควรเลือกกินให้หลากหลายอย่างกินแค่อย่างใดอย่าหนึ่งเท่านั้น เพราะผลไม้และผักแต่ละอย่างอาจจะให้แร่ธาตุที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกินหลากหลายในแต่ละวันจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่า 

เห็นไหมคะว่า การกินก็มีประโยชน์กับคนที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก หากอยากคลอดลูกออกมาแล้วเป็นเด็กที่แข็งแรงและฉลาดควรเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร
ยาเลื่อนประจำเดือนไม่อาจจะใช้ชดเชยยาคุมได้ เพราะไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์
ยาเลื่อนประจำเดือน จะได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนที่มีรอบเดือนมาเป็นประจำ รวมทั้งทราบวันที่จะมีประจำเดือนที่แน่ๆ
สำหรับคนที่มีเลือดไหลแบบผิดปกติ ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจนซะก่อน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังอาการโรคได้
ยาเลื่อนรอบเดือน เป็นทางออกของผู้หญิงที่ไม่ต้องการให้การมีรอบเดือนมาเกิดเรื่องกวนใจเพราะว่าหลายคราที่ขอเลื่อนแผนท่องเที่ยว ขยับแล้วขยับอีกก็ไม่ลงตัว การหันไป “เลื่อนรอบเดือน” ก็เลยเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

ยาเลื่อนรอบเดือนออกฤทธิ์เช่นไร?
สตรีทุกๆ คนที่ถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีเลือดไหลจากช่องคลอดหรือรอบเดือน ในทุกๆ28-30 วัน โดยภายหลังจากมีรอบเดือนแล้วกรรมวิธีภายในร่างกายจะกระทำคัดเลือกไข่จัดเตรียมไว้กระทั่งไปถึงกึ่งกลางรอบเดือน สำหรับคนที่มีรอบเดือนตรงสม่ำเสมอทุกเดือน 28-30 วัน โดยประมาณวันที่ 14-15 นับตั้งแต่การมีรอบเดือนวันแรก จะเป็นวันตกไข่ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) ขึ้นมา ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับตัวอ่อน โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าเกิดว่าไม่มีการมีท้องเกิดขึ้น สมองจะสั่งให้หยุดสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนานั้น ก็จะหลุดออกมาทุกๆ เดือน

ยาเลื่อนรอบเดือน หรือ ยาเลื่อนเมนส์ เป็นฮอร์โมนกรุ๊ปโปรเจสเตอโรน ก็เลยช่วยปรับให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ดกตัวนั้นไม่หลุดออกมา สำหรับคนที่ปรารถนาเลื่อนรอบเดือน จำเป็นต้องทราบวันที่มีรอบเดือนของตนที่แน่ๆ อย่างเช่น เมนส์มาทุกวันที่ 29 แล้วก็มาบ่อยๆ 2-3 วัน แปลว่าไข่ตกโดยประมาณวันที่ 14-15 โดยเหตุนั้นถ้าหากต้องการเลื่อนรอบเดือนออกไปก็จำเป็นต้องทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงอยู่ โดยการบังคับธรรมชาติให้สร้างฮอร์โมนมาในตอนกึ่งกลางรอบเดือน ซึ่งทำได้ด้วยการกินฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป ตามปริมาณวันที่ปรารถนาจะเลื่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยหยุดรับประทานยา ซึ่งเมื่อหยุดยา เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมากลายเป็นประจำเดือน

2 พฤติกรรมยอดแย่ทำลายสมอง

ใครๆ ก็คงรู้ดีว่าพฤติกรรมไหนที่เรียกว่าดี พฤติกรรมไหนที่เรียกว่าไม่ดี แต่ตลกร้ายที่ทุกคนดันทำพฤติกรรมไม่ดี จนติดเป็นนิสัยเคยชินไปแล้ว และกลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่เฉยๆ ใครๆ ก็ทำกัน และน่าแปลกที่บางทีคนรอบข้างก็ไม่ได้คอยเตือนแต่อย่างใด วันนี้เรามีพฤติกรรมแย่ๆ 2 พฤติกรรมทำลายสมองมาเตือนทุกคนกัน

1. ฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายเจ็บป่วย
หลายคนบอกว่าชีวิตการทำงานมันต้องไปให้สุด ยิ่งตั้งใจทำงานมากเจ้านายยิ่งเอ็นดู ยิ่งขยันยิ่งต้องได้ผลตอบแทนที่ดี หรือ บางคนต้องมาทำงานเพราะกลัวว่าเจ้านายจะว่าถ้าลาป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ร่างกายกำลังเจ็บป่วยอยู่แต่ยังดื้อดึงฝืนลุกไปทำงาน จะทำให้สมองของคุณต้องทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า เนื่องจากสมองกำลังสั่งและประมวลผลให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับเชื้อโรค และต้องการการพักผ่อนเพื่อเยียวยาหรือซ่อมแซมส่วนที่สูยหายไปของร่างกายเพื่อให้อาการดีขึ้น ดังนั้นการฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย เท่ากับเป็นการทำร้ายสมองของคุณเองเช่นกัน

2. เซิร์ชกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย
ในยุคสมัยที่คิดอะไรไม่ออก หรือ อยากรู้อะไรก็เซิร์จหาในกูเกิ้ล เรียกได้ว่าอาการเจ็บป่วยแบบนี้คืออะไรก็ต้องพึ่งพากูลเกิ้ล ไม่ยอมไปหาหมอซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะในอดีตนั้นความจำของเราจะถูกสร้างจากการท่องจำ ได้เขียน หรือ อ่าน ข้อความนั้นบ่อยๆ และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำระยะยาว จนกระทั่งเมื่อโลกนี้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก กูเกิ้ล ส่งผลในด้านความทรงจำ เพราะทำให้คุณมีความจำสั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการจำคำศัพท์ หรือ ข้อมูลสั้น ๆ หลายคนก็ไม่สามารถจำได้แล้ว ดังนั้นพฤติกรรมที่คิดอะไรไม่ออก ก็เซิร์จกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย ก็อาจจะต้องเพลา ๆ ลงบ้าง