ตับอ่อนนั้นสำคัญอย่างไร

 ว่ากันว่าตับอ่อนนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูปร่างของปลาดุก โดยหากจะอธิบายให้เห็นภาพจากการยกตัวอย่างรูปร่างของปลาดุกนั้นก็จะสามารถอธิบายได้ว่าส่วนฝั่งบริเวณที่เรามองเห็นว่าเป็นหัวของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านขวาของตัวเราเองและสำหรับส่วนที่เห็นว่าเป็นหางของปลานั้นจะอยู่ในทางฝั่งด้านซ้ายซึ่งเป็นบริเวณที่ติดต่อกันกับอวัยวะอย่างม้ามนั่นเอง โดยจะมีหลอดเลือดเส้นใหญ่ที่ผ่านอยู่ในบริเวณตรงกลางของตับอ่อนอยู่เป็นจำนวนหลายเส้นเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะมาบอกเล่ากันถึงความสำคัญของตับอ่อนว่าเขามีหน้าที่อย่างไรในร่างกายของมนุษย์เรากันบ้าง

        เป็นที่ทราบกันดีว่าร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนมากมายซึ่งทุกส่วนนั้นต่างก็มีการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าหากจะเปรียบร่างกายก็คงจะเปรียบได้กับเครื่องยนต์นั่นเองและหนึ่งในความสำคัญของร่างกายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์นั้นก็มีอวัยวะที่เรียกว่า “ตับอ่อน” ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนระบบในร่างกายของมนุษย์เราให้สามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างปกติในแต่ละวันได้นั่นเอง โดยตับอ่อนนี้เองก็มีหน้าที่ที่สำคัญมากๆนั่นก็คือตับอ่อนจะทำการสร้างน้ำย่อยออกมาเพื่อเป็นสารในการใช้เพื่อให้มีการย่อยอาหารในร่างกายได้นั่นเอง

โดยตับอ่อนจะมีกระบวนการในการทำงานที่เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมากๆด้วยการผลิตสารที่มีความจำเป็นในการใช้ย่อยอาหารอย่างเอนไซม์ออกมาเพื่อให้ร่างกายนั้นได้เอาไว้ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งจะมีการหลั่งน้ำย่อยหรือเอนไซน์นี้ผ่านเข้าไปยังลำไส้เล็ก และส่งผ่านไปในช่องทางท่อของตับอ่อนนั่นเอง

โดยอย่างที่เป็นที่ทราบกันบ้างอยู่ว่าน้ำย่อยนั้นถือว่าเป็นสารเอนไซม์ที่มีความสำคัญที่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมัน ย่อยสลายโปรตีน และย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตต่างๆที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายได้ด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่งหน้าที่ของตับอ่อนที่มีความสำคัญมากๆอีกเช่นกันก็คือตับอ่อนนั้นจะมีการสร้างหรือผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่าฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนกลูคากอนออกมาให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งประโยชน์จากฮอร์โมนทั้งสองนี้นั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายของมนุษย์เรานั้นสามารถที่จะใช้น้ำตาลที่เรามีการบริโภคเข้าไปในร่างกายนั้นได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง

โดยความสำคัญของตับอ่อนนั้นถูกจัดให้เป็นต่อมไร้ท่อในระบบของร่างกายมนุษย์ที่มีการทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องสร้างและผลิตฮอร์โมนอย่างอินซูลินออกมาให้กับร่างกายได้ใช้เพื่อที่จะนำเอาฮอร์โมนนี้ไปทำการควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดต่อไปได้นั่นเอง และนอกจากนี้แล้วก็ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นๆอยู่อีกมากมายที่สามารถที่จะมีการร่วมกระบวนการกันในการทำหน้าที่ในการควบคุมเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดในร่างกายของมนุษย์เรานั้นให้สามารถที่จะเป็นภาวะสมดุลได้โดยมีการต้านทานฤทธิ์ของอินซูลินได้นั่นเอง

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวความสำคัญของตับอ่อนที่เป็นหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญในร่างกายที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์ของมนุษย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามร่างกายของเรานั้นยังมีส่วนอื่นๆอีกมายเช่นกันที่ต้องทำงานร่วมกันกับตับอ่อนและทุกๆอย่างจะมีการทำงานที่สอดคล้องกันหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความผิดปกติหรือสึกหรอไปแน่นอนว่าร่างกายก็ย่อมจะไม่ปกติแน่ ดังนั้นเราจึงควรที่จะระมีชัดระวังจะเอาใจใส่เรื่องความสำคัญของตับให้ดีด้วย

 

ขอบคุณบทความที่  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน  ให้นำมาเสนอ

คนท้องต้องบำรุง !!

สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ควรจะมีการดูแลใส่ใจร่างกายและอาหารการกิน เพราะในขณะที่เราตั้งครรภ์เรากินอะไรเข้าไปก็จะไปส่งผลต่อลูกในครรภ์ของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เกิดมาพร้อมกับความแข็งแรง ไม่จำป่วยง่าย เราจึงควรมีการดูแลลูกน้อยของเราเองตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ และยิ่งตอนที่ท้องเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นในช่วงนี้เองคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการกินของตัวเองให้มาก

ควรหาอาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่เรากินเข้าไป จะช่วยส่งเสริมกับการพัฒนาทั้งร่างกายและสมองมาดูกันว่าคุณแม่ควรกินอาหารประเภทไหนบ้าง

  1. อาหารที่มีโปรตีนสูง  ในตอนที่กำลังท้องนั้นคุณแม่ควรจะกินอาหารประเภทโปรตีนให้มากมาก เพราะเมื่อคุณแม่กินอาหารที่มีโปรตีนสูงเข้าไป สารอาหารนี้จะเข้าไปช่วยสร้างพวกกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยในท้องและที่สำคัญยังดูแลร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรง สามารถต้านทานเชื้อโรคทั้งไวรัสและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญสารอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะส่งตรงไปยังแม่และลูกคือได้ประโยชน์จากสารอาหารนี้ทั้งคู่เลย ซึ่งแหล่งโปรตีนสูงนี้จะได้แก  เนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเล
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง  หากกินเข้าไปจะไปช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข้งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่คุณแม่จะเป็นโรคโลหิตจางได้ด้วย และธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับทารกในครรภ์ให้มีร่างกายที่แข็งแรง ซ้ำยังจะช่วยให้คุณแม่ที่กำลังเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ไม่เพลียและเหนื่อยง่าย เราสามารถหากินธาตุเหล็กได้จาก  ตับ ไข่แดง ปลา ถั่ว ขนมปังโฮลวีตเป็นต้น
  3. ผักและผลไม้   ไม่ว่าจะเป็นตอนท้องหรือไม่ท้อง อาหารประเภทผักและผลไม้ก็สำคัญกับคนที่กินทั้งสิ้นและยิ่งสำหรับคนที่กำลังตั้งท้องยิ่งต้องกินให้มาก เพราะจะช่วยบำรุงร่างกายให้ทั้งแม่และเด็กในท้องแข็งแรง  ช่วยเรืองขบวนการสร้างร่างกายให้มีความเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ การกินผักและผลไม้ควรเลือกกินให้หลากหลายอย่างกินแค่อย่างใดอย่าหนึ่งเท่านั้น เพราะผลไม้และผักแต่ละอย่างอาจจะให้แร่ธาตุที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกินหลากหลายในแต่ละวันจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่า 

เห็นไหมคะว่า การกินก็มีประโยชน์กับคนที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก หากอยากคลอดลูกออกมาแล้วเป็นเด็กที่แข็งแรงและฉลาดควรเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

เครื่องช่วยฟัง

รีวิวจากคุณปราง ที่ใช้เครื่องช่วยฟัง

          เมื่อก่อนปรางก็หูปกติดีค่ะ ไม่ได้มีความผิดปกติอะไร แต่ปรางเป็นคนชอบคันหูมาก ปรางมักจะหาอะไรมาแหย่หูเสมอ เริ่มจากทุกเช้าหลังอาบน้ำ ปรางจะต้องเอาสำลีพ้นก้านไม้เช็คหูให้สะอาดทุกเช้า และเวลาอาบน้ำตอนเย็นก็ต้องเอาสำลีพันก้านไม้เช็ดหูอีกรอบเหมือนกันเรียกได้ว่าเช็ดทำความสะอาดทั้งเช้าและเย็นเลยทีเดียว

ซึ่งทำแบบนี้ทุกวันไม่มีวันหยุดเลยค่ะ และในบางวันในช่วงตอนกลางวันบางครั้งก็จะรู้สึกคันหู อยากหาอะไรมาแคะหู จึงได้หามาอะไรมาแหย่สุดท้ายก็ได้เส้นผมตัวเองนี่ละค่ะ เอามาพันกันแล้วแหย่หู ซึ่งพอทำครั้งแรก ครั้งต่อๆไปก็ติดเพราะนอกจากจะหายคันแล้วมันยังรู้สึกจักกะจี้หูดี เรียกได้ว่าช่วงหลังๆทำบ่อยมากเกือบทุกวัน

แต่มีอยู่มาวันหนึ่งเห็นขนนกตกอยู่หน้าบ้าน มองดูแล้วก็ดูสะอาดดีเลยหยิบมาถอนเอาขนออกบางส่วนเหลือปลายๆไว้ แล้วนำมาแหย่หู ความรู้สึกเดียวกับใช้เส้นผมตัวเองเลยค่ะ เลยทำแบบนี้เรื่อยมา จนอยู่มาวันหนึ่งเริ่มรู้สึกเจ็บที่หูด้านซ้าย  เจ็บอยู่ด้านเดียวช่วงนั้นจึงหยุดแหย่หูไปก่อนและผ่านไปสองวันมันสึกคันหูมากจนทนไม่ไหวก็กลับมาแหย่อีก ซึ่งหูก็ยังไม่หายเจ็บและมีความรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหึ่งๆในหูด้วยในบางครั้ง จึงเริ่มหยุดแหย่หู แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอค่ะ

จนรู้สึกเจ็บมากขึ้นและรู้สึกว่าการได้ยินเสียงคนที่มาพูดด้วย ไม่ค่อยได้ยิน รู้สึกเหมือนได้ยินไม่ชัดต้องให้เขาพูดใหม่หลายๆรอบ คนที่บ้านก็เริ่มสังเกตเห็นก็เลยบอกให้ปรางไปหาหมอ พอไปถึงที่โรงพยาบาล ก็ติดต่อหาหมอเฉพาะทางที่ดูแลเรื่องหูโดยตรง คุณหมอก็บอกว่าหูชั้นในมีการอักเสบ ก็เล่ารายละเอียดให้คุณหมอทราบ คุณหมอก็แนะนำให้ลองรักษาก่อนถ้าไม่หายก็จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง เพราะว่าตอนนี้หูข้างซ้ายมีปัญหาหนักมาก แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว ก็รักษาไปสักระยะแต่เพราะต้องทำงานไปด้วยจึงไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าหูเรามีความผิดปกติ ปรางเลยให้คุณหมอแนะนำเครื่องช่วยฟังให้ว่าต้องใช้แบบไหนยังไง ซึ่งตอนนี้หลังจากที่ปรางใช้เครื่องช่วยฟัง รู้สึกดีขึ้นมากไม่ต้องคอยบอกให้ใครต่อใครพูดซ้ำๆให้ฟังหลายรอบ

และที่สำคัญหลายคนไม่ได้รู้ว่าปรางมีปัญหาทางหูเพราะปรางเลือกใช้เครื่องช่วยฟังที่สอดใส่เข้าไปในรูหูแล้วปรางก็เอาผมของปรางปล่อยปิดตรงหูปกติ แค่นี้ชีวิตปรางก็มีความสุขมากเลยค่ะ หากใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินอย่างปรางลองใช้เครื่องช่วยฟังดูนะคะ 

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือน ทำงานอย่างไร
ยาเลื่อนประจำเดือนไม่อาจจะใช้ชดเชยยาคุมได้ เพราะไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์
ยาเลื่อนประจำเดือน จะได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนที่มีรอบเดือนมาเป็นประจำ รวมทั้งทราบวันที่จะมีประจำเดือนที่แน่ๆ
สำหรับคนที่มีเลือดไหลแบบผิดปกติ ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจนซะก่อน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังอาการโรคได้
ยาเลื่อนรอบเดือน เป็นทางออกของผู้หญิงที่ไม่ต้องการให้การมีรอบเดือนมาเกิดเรื่องกวนใจเพราะว่าหลายคราที่ขอเลื่อนแผนท่องเที่ยว ขยับแล้วขยับอีกก็ไม่ลงตัว การหันไป “เลื่อนรอบเดือน” ก็เลยเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

ยาเลื่อนรอบเดือนออกฤทธิ์เช่นไร?
สตรีทุกๆ คนที่ถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีเลือดไหลจากช่องคลอดหรือรอบเดือน ในทุกๆ28-30 วัน โดยภายหลังจากมีรอบเดือนแล้วกรรมวิธีภายในร่างกายจะกระทำคัดเลือกไข่จัดเตรียมไว้กระทั่งไปถึงกึ่งกลางรอบเดือน สำหรับคนที่มีรอบเดือนตรงสม่ำเสมอทุกเดือน 28-30 วัน โดยประมาณวันที่ 14-15 นับตั้งแต่การมีรอบเดือนวันแรก จะเป็นวันตกไข่ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) ขึ้นมา ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับตัวอ่อน โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าเกิดว่าไม่มีการมีท้องเกิดขึ้น สมองจะสั่งให้หยุดสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนานั้น ก็จะหลุดออกมาทุกๆ เดือน

ยาเลื่อนรอบเดือน หรือ ยาเลื่อนเมนส์ เป็นฮอร์โมนกรุ๊ปโปรเจสเตอโรน ก็เลยช่วยปรับให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่ดกตัวนั้นไม่หลุดออกมา สำหรับคนที่ปรารถนาเลื่อนรอบเดือน จำเป็นต้องทราบวันที่มีรอบเดือนของตนที่แน่ๆ อย่างเช่น เมนส์มาทุกวันที่ 29 แล้วก็มาบ่อยๆ 2-3 วัน แปลว่าไข่ตกโดยประมาณวันที่ 14-15 โดยเหตุนั้นถ้าหากต้องการเลื่อนรอบเดือนออกไปก็จำเป็นต้องทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงอยู่ โดยการบังคับธรรมชาติให้สร้างฮอร์โมนมาในตอนกึ่งกลางรอบเดือน ซึ่งทำได้ด้วยการกินฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป ตามปริมาณวันที่ปรารถนาจะเลื่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยหยุดรับประทานยา ซึ่งเมื่อหยุดยา เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมากลายเป็นประจำเดือน

ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการหูตึงหรือก่อให้เกิดเกี่ยวกับการได้ยินที่ผิดเพี้ยน

การเกิดปัญหาจากการได้ยินหรือการสูญเสียการได้ยินนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นสำหรับผู้มีอายุที่สูง ซึ่งการได้ยินบกพร่องแบบนี้มักจะเป็นการเสื่อมสภาพตามอายุของวัยนั่นเอง ดังนั้นมันเป็นการที่ทุกคนจะต้องเผชิญกับมันเมื่อถึงวัยอันควร แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าวัยอื่นๆจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินแบบนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาต่างๆเหล่านี้สามารถเป็นได้ในทุกคนและทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบมากที่สุดกับวัยสูงอายุเท่านั้นเอง

การใช้ชีวิตบนความเสี่ยงแบบไม่ระวังก็เสี่ยงให้เกิดปัญหาหูตึงได้โดยไม่ต้องรอแก่

ควรหลีกเลี่ยงหรือระวังการฟังเสียงที่มีความดังมากเกินไปเป็นเวลานานๆ

คนส่วนใหญ่มักชื่นชอบเสียงเพลงที่มีการเปิดด้วยความเสียงดัง หรือชอบนำตนเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีการใช้เสียงที่ดัง จนลืมไปว่าการที่เราอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากเกินไป หรืออยู่กับเสียงดังที่เป็นเวลานานๆอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการได้ยินของหูของตนได้ ซึ่งนั้นจึงเป็นต้นเหตุให้การรับฟังของเรามีการเสื่อมคุณภาพก่อนเวลาอันควรได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นการท่องราตรี หรือการทำงานที่อยู่ใกล้กับเครื่องจักรต่างๆที่มีความดังและใช้เวลานาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นการทำให้ระบบของการได้ยินเสื่อมคุณภาพตามลงไปด้วย

หากเราไม่สามารถหลีกปัญหาเหล่านี้ได้ เราควรหาตัวช่วยหรืออุปกรณ์มาช่วยให้การได้ยินเสียงที่มีความดังมากให้ลดลงจากเดิม เช่น การหาเอียปลั๊กมาใส่เพื่อเป็นการลดเสียงให้ดังน้อยลง หรืออาจจะหาที่ครอบหูเพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางก็ได้เช่นกัน หากไม่หาวิธีป้องกันหรือปล่อยให้มันเป็นเวลาที่ยาวนาน อาจะก่อให้เกิดการรักษาไม่ได้โดยคุณเองอาจจะต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นตัวช่วยเหมือนถึงเวลาที่สาย

ควรระวังในการทำกิจกรรมต่างๆที่มันเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อการได้ยิน

คุณทราบหรือไม่ว่ากิจกรรมบางอย่างที่คุณทำนั้น อาจจะส่งผลต่อระบบการได้ยินของหูของคุณ เพราะเนื่องจากการเกิดแรงดันในการทำกิจกรรมต่างๆนั้น ส่งผลที่ก่อให้เกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่งเช่น การที่คุณได้ทำกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำที่ลึกเพื่อลงไปดูประการัง หรืออาจจะเป็นการเดินทางด้วยการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้คุณทราบหรือไม่ว่ามันทำให้เราเกิดอาการหูอื้อได้นั่นเอง 

ซึ่งอาการของหูอื้อนั้นมันคืออาการที่เกิดจากความดันในหูชั้นกลางของเรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันหรือเร่งด่วน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่เป็นการก่อให้เกิดความเสี่ยงเหล่านี้หรือสามารถส่งผลให้ก่อเกิดการที่ทำให้เราหูอื้อได้นั้น เราควรหลีกเลี่ยงเพื่อระบบการได้ยินของตัวคุณเองนะคะ

2 พฤติกรรมยอดแย่ทำลายสมอง

ใครๆ ก็คงรู้ดีว่าพฤติกรรมไหนที่เรียกว่าดี พฤติกรรมไหนที่เรียกว่าไม่ดี แต่ตลกร้ายที่ทุกคนดันทำพฤติกรรมไม่ดี จนติดเป็นนิสัยเคยชินไปแล้ว และกลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่เฉยๆ ใครๆ ก็ทำกัน และน่าแปลกที่บางทีคนรอบข้างก็ไม่ได้คอยเตือนแต่อย่างใด วันนี้เรามีพฤติกรรมแย่ๆ 2 พฤติกรรมทำลายสมองมาเตือนทุกคนกัน

1. ฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายเจ็บป่วย
หลายคนบอกว่าชีวิตการทำงานมันต้องไปให้สุด ยิ่งตั้งใจทำงานมากเจ้านายยิ่งเอ็นดู ยิ่งขยันยิ่งต้องได้ผลตอบแทนที่ดี หรือ บางคนต้องมาทำงานเพราะกลัวว่าเจ้านายจะว่าถ้าลาป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ร่างกายกำลังเจ็บป่วยอยู่แต่ยังดื้อดึงฝืนลุกไปทำงาน จะทำให้สมองของคุณต้องทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า เนื่องจากสมองกำลังสั่งและประมวลผลให้ร่างกายของคุณต่อสู้กับเชื้อโรค และต้องการการพักผ่อนเพื่อเยียวยาหรือซ่อมแซมส่วนที่สูยหายไปของร่างกายเพื่อให้อาการดีขึ้น ดังนั้นการฝืนทำงานแม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย เท่ากับเป็นการทำร้ายสมองของคุณเองเช่นกัน

2. เซิร์ชกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย
ในยุคสมัยที่คิดอะไรไม่ออก หรือ อยากรู้อะไรก็เซิร์จหาในกูเกิ้ล เรียกได้ว่าอาการเจ็บป่วยแบบนี้คืออะไรก็ต้องพึ่งพากูลเกิ้ล ไม่ยอมไปหาหมอซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะในอดีตนั้นความจำของเราจะถูกสร้างจากการท่องจำ ได้เขียน หรือ อ่าน ข้อความนั้นบ่อยๆ และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำระยะยาว จนกระทั่งเมื่อโลกนี้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก กูเกิ้ล ส่งผลในด้านความทรงจำ เพราะทำให้คุณมีความจำสั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการจำคำศัพท์ หรือ ข้อมูลสั้น ๆ หลายคนก็ไม่สามารถจำได้แล้ว ดังนั้นพฤติกรรมที่คิดอะไรไม่ออก ก็เซิร์จกูเกิ้ลจนเป็นนิสัย ก็อาจจะต้องเพลา ๆ ลงบ้าง

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบคืออะไร ?
โรคปอดอักเสบ (pneumonitis) คือ อาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน และปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ
– ไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดโดยตรง
– การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร
– ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือ
– ไอมีเสมหะ
– เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
– หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
– มีไข้ เหงื่อออก
– หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลีย

หากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามหากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย

ข้อแนะนำการดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบ
1. ไม่สูบบุหรี่
2. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้เพื่อ สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

คิดจะบำรุงตับ คิดถึง SERGIS

โรคตับที่ใครๆก็มองข้ามไม่ค่อยระวังกันเท่าที่ควร ทั้งๆที่มันสำคัญมากพอๆกับอวัยวะอื่น เพราะหากมีการเป็นโรคเกี่ยวกับตับแล้วมันจะเป็นเรื่องที่หนักเอาการเลยแหละ อย่างเช่นการเป็นตับแข็ง

โรคตับแข็ง นั้นก็คือการที่เนื้อเยื่อของตับนั้นถูกทำลายแบบต่อเนื่องและใช้เวลาในการทำร้ายนานพอสมควร ซึ่งอาจจะเกิดได้หลากหลายสาเหตุด้วยกัน

อาทิเช่นการเป็นแผลและเป็นพังผืดชึ้นมา ซึ่งมันจะก่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติต่อตับและจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้นอีกด้วย ซึ่งนั้นจะหมายถึงการทำงานของตับอาจหยุดได้เช่นกัน และนั้นก็คือที่มาของคำว่าสภาวะตับวายเฉียบพลับ

โดยทั่วไปแล้วตับของเราจะเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญในร่างกายมากเพราะต้องทำงานกระจายระบบต่างๆในร่างกาย อย่างเช่นการช่วยผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดและยังคอยขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน คอยผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการย่อยสลายไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่เมื่อตับของเราทำงานลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอื่นๆตามมา

 

โรคตับของเรานั้นไม่สามารถระบุอาการเฉพาะตัวของมันได้ ซึ่งช่วงแรกๆอาจจะไม่ทราบถึงอาการก็เป็นได้ หรือหากมีอาการก็อาจจะแสดงออกมาค่อนข้างน้อยมาก แต่เมื่อตับของเราถูกทำลายมากขึ้นเลื่อยๆ อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มตามมาเช่น มีอาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย คันตามผิดหนัง คลื่นไส้ หรืออาเจียน เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด เกิดลอยข้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ ตัวเหลืองและตาเหลือง หรือมีอาการทางสมอง

ดื่มนมอาจเป็นอันตราย หากคุณแพ้ “แลคโตส”

ประโยชน์ที่ทุกคนรู้ของ “นม” คือมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไปที่จะต้องถ่ายเหลวทุกครั้งที่ดื่มนม เพราะมันอาจเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายของคุณกำลังแพ้ “แลตโตส” ในนม

แลคโตส คืออะไร?
แลคโตส คือ น้ำตาลชนิด น้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทั้งสองชนิด ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส รวมกัน

น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลที่พบได้ในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว นมแพะ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ รวมไปถึงนมแม่ หรือขนมที่มีส่วนผสมของนมเป็นส่วนประกอบด้วย

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

อาการในบางรายจะมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ภาวะไม่ทนต่อการย่อยแลคโตส” หรือ “ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ” ซึ่งหลังจากดื่มนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายบางคนไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้นั้นอาจจะเกิดมาจากการที่ลำไส้เล็กไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เพียงพอ จึงทำให้น้ำตาลแลคโตสไม่ได้ถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมโลกุลเดี่ยว  ร่างกายที่ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลแลคโตสได้ จึงส่งผ่านต่อไปที่ลำไส้ใหญ่เลยทันที เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เข้าย่อยแลคโตสแทน และเกิดเป็นแก๊ส กับของเหลวในลำไส้ จนทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

สัญญาณอันตราย คุณอาจแพ้ “แลคโตส” ในนม

  • แน่นท้อง ท้องอืด
  • ปวดท้อง
  • ผายลมบ่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว

ใครแพ้แลคโตสได้บ้าง?
ไม่ว่าคุณจะเพศอะไร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร คุณก็สามารถแพ้แลคโตสได้

แพ้ “แลคโตส” ในนม แต่อยากดื่มนม ทำอย่างไร?

น้ำตาลแลคโตสนั้นมีเฉพาะในน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้นคนที่มีอาการแพ้แลคโตสจึงอาจจะดื่มนมที่ทำจากถั่วแทน เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ เป็นต้น

แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวไกล ได้มีการผลิตนมวัวชนิด free-lactose หรือไม่มีน้ำตาลแลคโตส ออกมาวางจำหน่ายมากขึ้น และหาซื้อได้สะดวกมากขึ้น และนอกจากนี้อาการแพ้แลคโตสสามารถบรรเทาหรือทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ฝึก” ร่างกายให้เคยชินกับแลคโตสมากขึ้นทีละนิดๆ จากการสังเกตอาการของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังดื่มนมเพียงเล็กน้อย โดยสังเกตว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เช่น อาจจะปวดท้องหลังดื่มนมในขณะท้องว่าง หรือท้องเสียเสมอเมื่อดื่มนมเกิน 1 แก้ว แล้วจึงค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนวิธีดื่มรวมถึงปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม โดยอาจหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่าง เลือกดื่มนมระหว่างมื้ออาหารโดยอาจะค่อยๆ จิบทีละนิด  เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติให้หยุดดื่ม แล้วลดปริมาณลงในครั้งถัดไป การทำแบบนี้อาจจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้ชินขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสอาจมีความเสี่ยงได้รับแคลเซียม หรือVitamin D ไม่เพียงพอ เนื่องจากดื่มนมแล้วมีอาการแพ้ จึงควรดื่มนมจากถั่ว หรือหาวิธีทดแทนแคลเซียมที่ขาดหายไปจากการดื่มนม เช่น อาจทานวิตามินเสริม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง  หากไม่แน่ใจว่าร่างกายของตัวเองสามารถย่อยแลคโตสได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและขอคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ลดน้ำหนักให้ถูกต้อง และเป็นไปตามธรรมชาติ

ใครๆ ก็คงจะทราบกันดีว่าการ “ลดน้ำหนัก” มีประสิทธิภาพที่สุด คือการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร อย่างถูกวิธี รวมไปถึงการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยการออกกำลังกายไปอย่างไร้จุดหมาย โดยที่เราไม่รู้ว่า ต้องออกกำลังกายแบบไหน อย่างไร เท่าไร น้ำหนักถึงจะลดลงได้ตามเป้าหมายก็เป็นการเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาฝากกัน

ออกกำลังกายแค่ไหน ลดน้ำหนักได้เท่าไร?
จากการคำนวณ การที่เราจะสามารถลดน้ำหนักให้ได้ ครึ่งกิโลกรัม เราจะต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานถึง 3,500 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นด้วยตัวเลขจำนวนมากนี้เราจึงค้นพบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่จำนวนดังกล่าวได้ภายในวันเดียว ดังนั้นในการลดน้ำหนักให้ได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องออกกำลังกายเป็นประจำวันเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน การออกกำลังกายที่ให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนัก จึงต้องการ “ความมีวินัยและความต่อเนื่อง” มากกว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพียงแค่วันสองวัน

ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ ½ กิโลกรัม เราต้องออกกำลังกาย (คร่าวๆ) ให้ได้ตามนี้

  1. เดิน หรือวิ่งเหยาะๆ ราว 1.6 กิโลเมตร จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ราว 100 กิโลแคลอรี่ (ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัว หรือความเร็วในการเดินหรือวิ่ง) ดังนั้นหากเราเดินหรือวิ่งราว 56 กิโลเมตร จะสามารถลดน้ำหนักได้ ½ กิโลกรัม (ไม่รวมการควบคุมอาหาร หรือกิจกรรมอื่นๆ ในวันนั้น)
  2. ถ้าเดินด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราว 30 นาที เป็นเวลา 5-7 วันต่อสัปดาห์ จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายในเวลา 3 อาทิตย์ครึ่ง (หากทานอาหารในปริมาณแคลอรี่เท่าเดิมในทุกๆ วัน)
  3. หากเลือกที่จะลดปริมาณอาหารในแต่ละวันลงราว 250 แคลอรี่ต่อวัน (เทียบเท่ากับไอศกรีม ½ ถ้วย หรือน้ำอัดลมสูตรปกติ 2 กระป๋อง) จะสามารถลดน้ำหนักได้คร่าวๆ ½ กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์
  4. หากลดอาหารในแต่ละวันลง 250 กิโลแคลอรี่ และเดิน 30 นาทีต่อวัน จะใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ในการลดน้ำหนัก ½ กิโลกรัม

การลดปริมาณแคลอรี่จากอาหารให้น้อยลง และเพิ่มเติมในเรื่องของการออกกำลังกายให้มากขึ้น จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาที่น้อยลง แต่ถึงแม้ว่าจะลดปริมาณอาหารลง การรับประทานโปรตีนให้มากขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น และที่แน่นอนคือต้องลดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง หรือเลือกทานเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแทน  เพิ่มผักผลไม้ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ใช้ความต่อเนื่อง ครั้งละ 30-90 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ และสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณก็จะค่อยๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติได้แน่นอน