โรคที่มากับยุง โรคมาลาเรีย

โรคมาลาเรีย (Malaria)

โรคมาลาเรีย หรือ ไข้จับสั่น หรือ ไข้ป่า เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม (Plasmodium spp.) ที่ก่อโรคในมนุษย์มีอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ P. falciparum, P. vivax, P. malariae, P. ovale และ P. knowlesi โรคนี้มีประวัติการระบาดมายาวนานกว่า 1,500 ปี จนเมื่อปีพ.ศ. 2423 แพทย์ทหารชาวฝรั่งเศสชื่อ Charles-Louis-Alphonse Laveran ได้ตรวจพบเชื้อพลาสโมเดียมในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคมาลาเรีย ยุงที่เป็นพาหะนำโรคนี้คือ ยุงก้นปล่อง ในสกุล Anopheles ซึ่งเป็นยุงที่มีขนาดใหญ่ สีน้ำตาลหรือดำ จุดสังเกตคือเวลาเกาะแล้วดูดเลือดจะยกก้นขึ้นทำมุมกับผิวหนังประมาณ 45 องศา พบชุกชุมมากในฤดูฝน ช่วงฟักตัวจนถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลาระยะเวลานาน 9-12 วันโดยยุงก้นปล่องสายพันธุ์ dirus จะพบในป่าทึบโดยใช้ แอ่งน้ำขังนิ่ง น้ำสะอาด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และมักจะออกมาดูดเลือดคนในเวลากลางคืน ส่วนยุงก้นปล่องสายพันธุ์ minimus พบบริเวณชายป่า มีแหล่งเพาะพันธุ์คือลำธารที่มีน้ำสะอาดไหลเอื่อยๆ ยุงสายพันธุ์หลังนี้จะออกมากัดคนในช่วงเวลาหัวค่ำจนถึงดึก เด็กที่ได้รับเชื้อจะอาการหนักกว่าผู้ใหญ่ ปัจจุบันมียาฆ่าเชื้อพลาสโมเดียมเฉพาะ แต่พบว่าเชื้อดื้อยาค่อนข้างมาก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ดีสำหรับป้องกันโรคมาเลเรีย

การติดต่อ

โรคนี้เกิดจากยุงก้นปล่อง (ทั้งหมดมี 6 สายพันธุ์ที่ก่อโรคในประเทศไทย ที่สำคัญ คือ Anopheles dirus และAnopheles minimus) ที่มีเชื้อพลาสโมเดียม โดยยุงก้นปล่องตัวเมียจะดูดเลือดจากผู้ป่วยที่มีเชื้อพลาสโมเดียมระยะมีเพศ (Gametocyte) จากนั้นเชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในตัวยุงจนเป็นระยะตัวอ่อน (Sporozoite) และจะไปสะสมที่ต่อมน้ำลายของยุง ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้คนที่ถูกยุงกัดได้ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนจะเจริญเติบโตต่อไป ทำให้เกิดอาการไข้เป็นๆ หายๆ นอกจากโรคนี้จะติดต่อโดยการถูกยุงก้นปล่องกัดแล้ว ยังสามารถติดต่อจากมารดาถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ หรือ การได้รับเลือดจากผู้ที่มีเชื้อพลาสโมเดียมก็ทำให้ติดเชื้อนี้ได้เช่นกัน

อาการของโรคมาลาเรีย

เมื่อถูกยุงก้นปล่องกัด เชื้อพลาสโมเดียมแต่ละสายพันธุ์จะใช้ระยะเวลาฟักตัวไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยแล้วทุกสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ falciparum สายพันธุ์ vivax สายพันธุ์ ovale และสายพันธุ์ P. knowlesi จะใช้ระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน มีเพียงสายพันธุ์ malariae เท่านั้นที่ใช้ระยะฟักตัวนานเกินสองสัปดาห์คือประมาณ 18-40 วัน จึงจะเริ่มแสดงอาการของโรค

อาการที่สำคัญคือ ไข้ โดยช่วงแรกจะมีไข้ขึ้นไม่เป็นเวลา ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ประมาณ 2-3 วัน ต่อมาไข้จะสูงขึ้นเป็นเวลา ผู้ที่ติดเชื้อพลาสโมเดียมสายพันธุ์ falciparum จะมีไข้กลับซ้ำทุกวัน แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ vivax จะมีไข้ทุก 24-48 ชั่วโมง ส่วนสายพันธุ์ malariae มีไข้ทุก 72 ชั่วโมง ส่วนสายพันธุ์ ovale มีไข้ทุก 48 ชั่วโมง ในขณะที่สายพันธุ์ ช่วงที่มีไข้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1. ระยะหนาว อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น ชีพจรเร็ว ผิวหนังเย็นซีด มีอาการหนาวสั่นขนลุก ห่มผ้าหรือประคบอุ่นไม่หาย ระยะนี้นานประมาณ 15-20 นาที ก่อนจะเข้าสู่ระยะต่อไป

ระยะที่ 2. ระยะร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นแรง ผิวหนังร้อนแดง คลื่นไส้อาเจียน ระยะนี้นานประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3. ระยะเหงื่อออก อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อออกทั่วร่างกาย ระยะนี้นานประมาณ 1 ชั่วโมง
ต่อมาร่างกายจะเข้าสู่ระยะพัก อาการปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอื่น ช่วงเวลานี้ขึ้นกับการแบ่งตัวของเชื้อพลาสโมเดียมแต่ละสายพันธุ์

นอกจากอาการไข้หนาวสั่นแล้ว ผู้ติดเชื้อมาเลเรียอาจมีอาการหน้าซีด ปากซีด จากการที่เชื้อทำลายเม็ดเลือดแดงจนแตก เกิดภาวะโลหิตจาง มีอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีน้ำปลาหรือสีโค้กได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคมาลาเรีย

1. กินยาฆ่าเชื้อมาลาเรียให้ครบตามแพทย์สั่ง เพราะเชื้อมาลาเรียมีโอกาสดื้อยาสูง ทำให้อาการไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลง และถ้าเป็นชนิด P. vivax และ P. ovale ต้องกินยาต่อเพราะจะฆ่าเชื้อที่หลบซ่อนที่เซลล์ตับ ทำให้ลดโอกาสการเกิดซ้ำได้
2. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคมาลาเรีย
3. การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำได้

การป้องกันการติดเชื้อ

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการถูกยุงก้นปล่องกัด เช่น ป่าทึบ หรือ แหล่งที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย

2. ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ พยายามไม่ให้ยุงกัด เช่น ทายากันยุง สวมเสื้อผ้ามิดชิด ไม่ควรสวมเสื้อผ้าสีเข้มเพราะยุงชอบแสงสลัว หากต้องค้างแรม ควรกางมุ้ง เต็นท์ที่กันยุง หรือห้องที่มีมุ้งลวดกันยุง

3. ปัจจุบันไม่แนะนำให้รับประทานยาเพื่อป้องกันมาลาเรียก่อนเดินทางไปยังแหล่ง ระบาดของโรคมาเลเรีย เนื่องจากประสิทธิผลของการรับประทานยาป้องกันต่ำมาก ส่งผลให้เชื้อมีโอกาสดื้อยาสูง และอาจบดบังอาการจนทำให้ตรวจวินิจฉัยโรคได้ช้า

อาการที่ควรไปพบแพทย์

หลังจากเดินทางเข้าไปในบริเวณที่มีความ เสี่ยง ได้แก่ ป่าทึบ หรือ ชายป่า หรือจังหวัดที่เป็นแหล่งของเชื้อมาเลเรีย ภายในระยะเวลา 7-40 วัน ถ้ามีอาการไข้หนาวสั่น เป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์ทันที เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาลาเรีย และเนื่องจากโรคมาลาเรียส่วนใหญ่จะไม่หายเอง ต้องได้รับยาฆ่าเชื้อมาลาเรีย โดยเฉพาะหากไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนมักจะมีอาการรุนแรงมาก ผู้ติดเชื้อบางรายจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

ภาวะแทรกซ้อน

1. เชื้อมาลาเรียขึ้นสมอง (Cerebral malaria) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ falciparum ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท สับสน เพ้อคลั่ง ชักเกร็งกระตุก ระดับความรู้ตัวน้อยลงจนไม่รู้สึกตัว หมดสติ อาจพูดไม่ได้ อัมพาตครึ่งซีก และบางรายอาจเสียชีวิตได้

2. เนื่องจากเชื้อมาเลเรียทำให้เม็ดเลือดแดงแตก จนเกิดภาวะโลหิตจาง และเมื่อเม็ดเลือดแดงแตกจะปล่อยสารเกลือแร่ออกมาด้วย ทำให้สมดุลเกลือแร่ในกระแสเลือดผิดปกติ ที่อันตรายคือสารโพแทสเซียมที่สูงขึ้นจะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติได้

3. เชื้อพลาสโมเดียมสายพันธุ์ vivax และ ovale มีคุณลักษณะพิเศษคือเมื่อรักษาจนกระทั่งหายจากโรคมาลาเรียแล้ว แม้จะไม่ได้รับเชื้อเข้ามาใหม่ แต่ผู้ป่วยสามารถกลับมามีอาการและตรวจพบเชื้อพลาสโมเดียมได้อีก เพราะเชื้อทั้ง 2 สายพันธุ์นี้สามารถหลบซ่อนอยู่ภายในเซลล์ตับและเจริญเติบโตต่อไป ด้วยเหตุนี้ขณะรับการรักษาจึงตรวจไม่พบเชื้อในกระแสเลือด และเมื่อเวลาผ่านไป เชื้อที่ซ่อนอยู่ที่ตับก็สามารถแพร่สู่กระแสเลือดได้อีก ทำให้มีไข้กลับซ้ำ แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่าตอนที่ติดเชื้อครั้งแรก